สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 7

Last updated: Mar 14, 2019  |  425 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


คิดว่าการลงทุนในหุ้น มีความเสี่ยงที่จะหมดตัวเท่าไหร่? เหมือนเป็นคำถามขัดลาภ เพราะเราอาจได้ยินแต่ข่าวด้านดีของตลาดหุ้นเสียมากกว่า คนที่ทำกำไรได้นับร้อยเปอร์เซ็นต์ คนที่เปลี่ยนชีวิตได้ด้วยหุ้น คนที่ได้ปันผลปีละพันล้าน ฯลฯ แต่ไม่เห็นมีใครพูดเท่าไหร่เลยว่า มันมีโอกาสที่จะหมดตัวได้ไม่แพ้กัน


ความเสี่ยงที่ว่านี้ เราเรียกมันว่า Risk of Ruin




ทำไมเราต้องสนใจมันด้วยล่ะ? เทรดเดอร์อาจเคยได้ยินกฎที่เรียกว่า "กฎ 2%" กันมาบ้าง ความหมายก็คือ ในทุกๆ การเทรด ไม่ควรเสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด หากมีเงินทุน 1 ล้านบาท ก็ไม่ควรเสี่ยงเสียเงินเกินกว่า 20,000 บาทในการเทรดแต่ละครั้ง เพราะถ้ามากกว่านั้น มันอาจยากที่จะทำกำไรให้ครอบคลุมกับขาดทุนที่เสียไป ยิ่งคนที่ชอบซื้อหุ้นแบบจัดหนักจัดเต็ม มีเงินหนึ่งล้าน ซื้อหุ้นตัวละ 5 แสนบาท ขาดทุนเพียงครั้งเดียวก็อาจเจ็บหนัก และมีความเสี่ยงที่จะหมดตัวสูงมาก


นี่คือสิ่งที่เราถูกปลูกฝังให้เชื่อต่อๆ กันมา แต่กฎ 2% มันละเลยปัจจัยบางอย่างที่สำคัญไป คือมันไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "วิธีการ" ที่เราใช้เลยแม้แต่น้อย




ในหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านตารางที่เต็มไปด้วยตัวเลขมากมายดังรูป



สมมติว่า วิธีการลงทุนที่เราใช้อยู่มีโอกาสกำไร (win rate) อยู่ที่ 60% และแต่ละครั้งที่มีกำไร จะมีกำไรเฉลี่ยมากกว่าขาดทุนเฉลี่ยประมาณสัก 3 เท่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือวิธีการที่ดี ถ้าวิธีการที่เราใช้ "มันดีขนาดนี้จริงๆ" แล้วยอมเสี่ยงครั้งละ 10% แทนที่จะเสี่ยง 2% ตามกฎดั้งเดิม โอกาสที่จะขาดทุนจนหมดตัวนั้น แทบจะเข้าใกล้ 0% เสี่ยงมากขึ้น แต่โอกาสหมดตัวกลับน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ


แต่ในทางกลับกัน หากวิธีการที่เราใช้มีโอกาสกำไรเพียง 30% และกำไรเฉลี่ยมากกว่าขาดทุนเฉลี่ยเพียงแค่ 2 เท่า การยอมเสี่ยงครั้งละ 10% ของเงินทุนทั้งหมด โอกาสที่จะขาดทุนนั้นพุ่งสูงเป็น 100%




เห็นได้ชัดว่า การจะยอมเสี่ยง 2% หรือ 10% ของเงินลงทุนทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่าง คือโอกาสกำไร และกำไรแต่ละครั้งมากกว่าขาดทุนกี่เท่า ไม่ใช่ว่าเสี่ยงน้อยยิ่งดี เสี่ยงมากยิ่งแย่ โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นๆ แต่อย่างที่ย้ำไปก่อนหน้า ถ้าวิธีการที่เราใช้ "มันดีขนาดนี้จริงๆ" จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ล่ะครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวิธีการที่เราใช้มันดีแค่ไหน ? มันก็มาจากการเก็บข้อมูลอย่างถุกต้อง ซึ่งถูกเขียนไว้ในบทก่อนหน้าของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง  บทความที่เกี่ยวข้อง 




แล้วสมมติว่า วิธีการที่เราใช้มันไม่ได้ดีเลย โอกาสชนะก็ต่ำ แถมกำไรต่อครั้งก็น้อย จะแก้ยังไงได้บ้าง ? คุณเบ็นเน็ต แม็คโดเวลล์ (Bennett A. Mcdowell) ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้ มีอยู่สามอย่างที่เราสามารถปรับได้


หนึ่ง คือความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้ง ถ้าวิธีการเราไม่ดีจริงๆ ก็ต้องเสี่ยงต่อครั้งให้น้อยลง หากเลือกแนวทางนี้ การใช้กฎขาดทุน 2% ก็อาจจะเหมาะสม สอง คือโอกาสชนะ เราอาจเพิ่มอัตราชนะของวิธีการที่ใช้ได้ด้วยการปรับให้มันแม่นยำขึ้น อาจเพิ่มอินดิเคเตอร์เข้าไป ปรับค่าต่างๆ แล้วทดสอบดูว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริงไหม สาม คือกำไรต่อครั้ง ถ้าเราไม่สามารถปรับวิธีการลงทุนให้แม่นยำขึ้นได้ ให้มาดูต่อว่าเราสามารถเพิ่มกำไรต่อครั้งให้มากขึ้นได้ไหม




ต้องบอกก่อนว่า ไม่มีวิธีการลงทุนใดในโลกที่เพอร์เฟ็กต์ ที่ทั้งแม่นยำ และกำไรเยอะ วิธีการลงทุนของเราจะมีจุดบกพร่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งสำคัญคือ ตัวนักลงทุนหรือเทรดเดอร์เองต่างหากที่รู้จักในวิธีการที่ใช้อยู่ดีแค่ไหน เพราะคงมีไม่กี่คนหรอกที่รู้จักวิธีการลงทุนของตัวเองดีพอ หากเป็นแบบนี้ ต่อให้ป้องกันความเสี่ยงแค่ไหนมันก็หมดตัวอยู่ดี


หมดตัวเพราะไม่รู้จักตัวเองดีพอ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน