สรุปหนังสือ "บริหารเงินอย่างเทรดเดอร์มืออาชีพ" ตอนที่ 8

Last updated: Mar 16, 2019  |  634 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


หากเป้าหมายของเรา คือการขับรถไปให้ถึงปลายทางสักที่ สมมติว่าเป็นหัวหิน ซึ่งมีระยะทางห่างจากกรุงเทพราวๆ 200 กิโลเมตร เราควรเหยียบคันเร่งเท่าไหร่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ?


ถ้าเหยียบสัก 200 แน่นอนเราจะไปถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว แต่เราคงได้ไปสวรรค์ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าประจวบฯ แต่ถ้าเหยียบสัก 90-100 แวะชมนกชมไม้บ้าง อาจถึงปลายทางช้าสักหน่อย แต่อย่างน้อยก็ถึงหัวหินแน่ๆ . . . น่าแปลกที่เรามักจะเหยียบ 200 เสมอพอเวลาเป็นเรื่องหุ้น ราวกับว่าอยากไปสวรรค์ก่อนที่จะไปถึงปลายทางที่เรียกว่ากำไร




กฎ 2% คือการยอมขาดทุน 2% จากเงินทุนทั้งหมด สมมติเทรดเดอร์มีเงินทุนอยู่ 100,000 บาท การใช้กฎ 2% จะอนุญาตให้เราเสี่ยงในการเทรดได้ไม่เกิน 2,000 บาท ไม่ว่าจะอยากซื้อหุ้นแบบจัดหนักแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ห้ามเสี่ยงเกิน 2,000 บาท กฎนี้ เปรียบได้กับการเหยียบ 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้จะอยากถึงเป้าหมายไว้สักแค่ไหน แต่ความปลอดภัยก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุด




วิธีการใช้งานก็ง่ายไม่ต่างกับการขับรถไปหัวหิน หากเราสนใจหุ้นตัวหนึ่งทีมีราคา 10 บาท หลังจากที่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังไงมันก็ต้องขึ้นแน่ๆ อยากกดซื้อเต็มเหนี่ยวแทบใจจะขาด แต่เมื่อตระหนักได้ว่าทุกอย่างมีความเสี่ยง เราก็เริ่มเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีแนวรับล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 9.50 บาท หากมีอะไรที่ไม่เป็นอย่างที่คิดจนทำให้ราคาต่ำกว่า 9.50 บาท เราจะขายตัดขาดทุนไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยง โอกาสที่จะขาดทุนของเราจึงอยู่ที่ 0.50 บาทต่อหุ้น


จากกฎ 2% ด้วยเงินทุน 100,000 บาท เราจะยอมเสี่ยงได้ไม่เกิน 2,000 บาท ก็ให้เอา 2,000 บาท / 0.50 บาทต่อหุ้น จะได้ค่าออกมาคือ 4,000 นี่คือจำนวนหุ้นที่เราสามารถซื้อได้ ดังนั้น เราจะใช้เงินทุนได้ไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับการเดิมพันในหุ้นตัวนี้




ในเวลาต่อมา ราคาหุ้นตัวนี้วิ่งไปที่ 20 บาท เราจะได้กำไรทั้งสิ้น 40,000 บาท ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก ! ถ้าเอาเงินหนึ่งแสนที่มีซื้อหุ้นให้หมด เราคงได้กำไรมาอีกแสนนึงแบบสบายๆ แล้ว


แต่ถ้าราคาหุ้นร่วงเหลือ 9.50 บาทล่ะ ? ถ้าเราซื้อแบบจัดหนักด้วยเงินทั้งหมด นักลงทุนคนนั้นจะเสียเงิน 5,000 บาท แต่ด้วยกฎ 2% ที่เราซื้อหุ้นได้เพียง 4,000 หุ้น เราจะขาดทุนเพียง 2,000 บาทเท่านั้น น้อยกว่าตั้งเท่าตัว ถ้าจะต้องทำให้กลับมาเท่าทุน อะไรง่ายกว่ากันล่ะครับ ? ระหว่างขาดทุนไปห้าพัน กับขาดทุนไปแค่สองพันบาท




หากเป็นขั้น advance ขึ้นมาหน่อย เราอาจไม่กำหนดว่าจะขายตัดขาดทุนที่ 9.50 บาท เพราะในตลาดหุ้นจริงๆ ราคาหุ้นมันอาจไม่ร่วงไปเหลือ 9.50 บาทแบบเป๊ะๆ เราอาจเผื่อระยะให้กับ "ความผันผวน" ของราคาอีกเล็กน้อย แทนที่จะขายตัดขาดทุนที่ 9.50 บาท นักลงทุนอาจขยับอีกเล็กน้อย เป็นการยอมขายตัดขาดทุนที่ 9.30 บาท


ดังนั้น โอกาสขาดทุนต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.70 บาท และจำนวนหุ้นที่สามารถซื้อได้ จะลดลงเหลือ 2,000 / 0.70 = ประมาณ 2,800 หุ้น มันทำให้เราซื้อหุ้นได้น้อยกว่าเดิม แต่ลองนึกถึงการขับรถที่อยู่ดีๆ ก็ต้องเบรคกะทันหัน เราคงไม่อยากเบรคแบบกระชั้นชิดแน่ๆ เวลาขับรถ มันต้องมีระยะเผื่อไว้ด้วยเสมอ




คนที่เหยียบ 200 แล้วไปถึงหัวหินได้อย่างปลอดภัย ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเขาเก่ง แต่ถ้าให้เขาขับไปกลับกรุงเทพ-หัวหิน อีกสักประมาณ 10 รอบ เขาอาจไม่ได้โชคดีเหมือนครั้งแรก ประเด็นก็คือ ตลาดหุ้นเปรียบเหมือนการขับรถจากยะลาไปแม่สายเป็นร้อยๆ รอบ ต้องซื้อตัวนู้นขายตัวนี้เป็นประจำ


อยากเหยียบ 200 เพื่อเน้นไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่สนเรื่องความปลอดภัย หรืออยากขับชมนกชมไม้ แต่ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เราเลือกได้เวลาลงทุน

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน