สรุปหนังสือแบบละเอียด "บันทึกลับเซียนหุ้น"

Last updated: Mar 18, 2019  |  2093 จำนวนผู้เข้าชม  |  รีวิวหนังสือ


— บทที่ 1 —


คุณเจสซี ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้เอง แต่เปลี่ยนชื่อตัวละครในหนังสือเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ เขาเริ่มเทรดตั้งแต่อายุ 10 กว่าๆ และสามารถหาเงินได้ถึง $10,000 ในปี 1896 ซึ่งนับว่าสูงมากในสมัยนั้น


ตอนแรกเขาเป็นคนคอยบอกราคาในโบรกเกอร์ แต่เพราะการชอบจดบันทึกและจำราคาต่างๆ ได้ขึ้นใจ ทำให้เขาสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของราคาได้ก่อนที่ราคาจะขึ้นหรือลง คุณลิเวอร์มอร์ไม่ได้เทรดผ่านโบรกเกอร์ แต่เทรดผ่านร้านบัคเก็ตซึ่งเป็นการซื้อหุ้นลม เพราะมันใช้เงินลงทุนน้อยกว่าและข้อจำกัดน้อยกว่า แต่เขาเก่งซะจนร้านบัตเก็ตทั่วเมืองไม่ยอมให้เขาเข้าไปเทรด


ด้วยความที่เทคโนโลยียังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเท่าไหร่ คุณลิเวอร์มอร์ก็โดนโกงครั้งแรกจากการขายชอร์ทน้ำตาลไปจำนวนราวๆ 3,500 หน่วย เขาพยายามยื่นกระดาษให้พนักงานเพื่อเปิดสถานะชอร์ทที่ราคา $103 แต่พนักงานแกล้งถ่วงเวลาจนทำให้ราคาขึ้นไปถึง $108 และสถานะของลิเวอร์มอร์ก็โดน force close (บังคับปิดสถานะ) แบบปริยาย ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นไป $108 ก็เป็นเพราะคนของร้านบัคเก็ตที่ไปปั่นราคาน้ำตาล ดังนั้นทำใจไว้ การปั่นหุ้นมีมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนแล้ว




— บทที่ 2 —


คุณลิเวอร์มอร์ย้ำเสมอว่าการเทรดให้เป็นระบบคือสิ่งสำคัญ และบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาเทรดตามใจตัวเองมากเกินไป ก็มักจะขาดทุนได้ง่ายมาก ในบทนี้คุณลิเวอร์มอร์ได้ย้ายมานิวยอร์กพร้อมเงินติดตัวอีกประมาณ $2,500 แต่กลับหมดตัวในท้ายที่สุด เพราะการเทรดในนิวยอร์กเป็นการเล่นกับตลาดโดยตรง ในขณะที่ร้านบัคเก็ตเป็นการเล่นกับร้าน ราคาที่แสดงผลจึงไม่เท่ากันและทำให้เทคนิคเดิมของเขาใช้ไม่ได้


แสดงว่าในสมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว platform การซือขายจึงมีความสำคัญพอตัวเลยทีเดียว


มีส่วนหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของบทนี้ คุณลิเวอร์มอร์ไปร้านบัคเก็ตที่นึงซึ่งมีคนเข้าไปเล่นประมาณ 2-3 ร้อยคน ตอนแรกเขาใช้ชื่อปลอมเพื่อเข้าไปเทรด และทำเงินจาก $500 ให้กลายเป็น $2,800 ได้ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เขาจึงถูกผู้จัดการเรียกตัวเข้าไปในห้อง เขาปิดประตูและบอกกับลิเวอร์มอร์ว่า "ไอ้หนู กูไม่ได้อะไรเลยเพราะมึงเข้ามาเทรด เห็นคน 300 คนข้างนอกนั้นไหม กูเคยได้กำไรจากพวกคนโง่ 300 คนพวกนั้น แต่ตอนนี้มึงเอากำไรจาก 300 คนของกูไปซะหมด เห็นใจกูหน่อยนะ" เห็นได้ชัดเลยว่าโลกตลาดทุนมันน่ากลัวกว่าที่คิด




— บทที่ 3 —


แม้แต่ตอนนั้นก็มีเรื่องของการเทรดในกระดาษ คุณลิเวอร์มอร์ให้มุมมองว่ายังไงการเทรดจริงก็ดีกว่า เพราะเมื่อคุณเสียเงิน คุณจะได้เรียนรู้อะไรอีกมาก ในช่วงนี้เขาเองเริ่มกลับมาทำเงินได้บ้างอีกครั้งจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก ในปี 1901 ตลาดหุ้นขึ้นอย่างรุนแรงจนสร้างเศรษฐีใหม่ได้เพียบ และเขามีเงินทุนเพิ่มขึ้นเป็น $50,000 แต่ก็หมดตัวในสองวันกับหุ้น Northern Pacific ที่มีข่าวการควบรวมกิจการ เขาหมดตัวเพราะราคาที่ผันผวนมากและราคาที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับราคาในเทปที่ออกมา


นั่นแปลว่า สิ่งที่คุณลิเวอร์มอร์ทำคือการดื้อดึงเทรดต่อไปแม้สภาพตลาดหรืออะไรหลายๆ อย่างจะไม่เหมือนเดิม




— บทที่ 4 —


พูดถึงสาเหตุเดิมที่ลิเวอร์มอร์ขาดทุน เพราะราคาจากเทปช้ากว่าที่ราคาที่เกิดขึ้นในตลาด อีกทั้งในรอบนี้คุณลิเวอร์มอร์ก็ปั่นหุ้นเองด้วย ด้วยการส่งคำสั่งขายชอร์ทในหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่องสักตัวนึง พอคนได้ข่าวว่ามีการขายชอร์ท ราคาก็จะตก และคุณลิเวอร์มอร์ก็ตั้งคำสั่งซื้อดักไว้อีกทีหนึ่ง




— บทที่ 5 —


นี่คือช่วงที่คุณลิเวอร์มอร์ได้รู้จักกับ trend เป็นครั้งแรก เขาเล่าว่าในสำนักงานของโบรกเกอร์ จะมีชายแก่คนนึงที่ชื่อพาทริจ เป็นคนพูดน้อย แต่่ฟังคนอื่นเยอะ มีคนพูดว่าเขาทำเงินได้เป็นล้านจากตลาด และทุกครั้งที่ีมีคนเชียร์ให้เขาขายหุ้นที่ถืออยู่ เขาจะตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า "ราคามันยังขึ้นอยู่" คุณลิเวอร์มอร์เริ่มตระหนักได้ว่าการเทรดที่สำคัญๆ ของเขามาจากการอยู่เฉยๆ ถ้าราคามันขึ้นก็ปล่อยมันขึ้นไป ถ้าราคามันลงก็ปล่อยมันลงต่อ


เทรดเดอร์ส่วนมากในตลาดชื่นชอบการทำกำไรได้หลายๆ ครั้ง บางคนทำกำไรได้บ่อย เก็บเงินได้เยอะ แต่ก็มาพลาดท่าเสียเงินทั้งหมดจากการเทรดเพียงครั้งเดียว "ผมอาจได้กำไรแต่ละครั้งเล็กๆ น้อยๆ แต่ผมกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย"


และในช่วงนี้กราฟราคาหุ้นเริ่มมีให้บริการในหลายๆ โบรค แต่คุณลิเวอร์มอร์เล่าว่า มีคนหลายคนที่ทำเงินได้ บางคนทำเงินได้เป็นล้าน แต่สุดท้ายก็ต้องเสียเงินคืนให้กับตลาดทั้งหมดในเวลาที่ตลาดถล่ม เป็นไปได้ว่า ยุคนั้นอาจยังไม่มีการใช้ stop loss ที่แพร่หลายนัก (มีแต่เขาที่ใช้การตัดขาดทุนแบบมีวินัย)




— บทที่ 6 —


คุณลิเวอร์มอร์มักจะมีสัมผัสบางอย่างต่อตลาดที่ทำให้รู้สึกว่าต้องซื้อหรือขาย ในตอนที่เข้าไปพักร้อน เขาดูราคาหุ้น Union Pacific และรู้สึกอยากขายแบบไม่มีเหตุผล จึงขายชอร์ทสะสมเรื่อยๆ จนขายชอร์ทไป 15,000 หุ้น แม้ช่วงนั้นจะมีแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโก แต่หุ้นก็ไม่ได้ร่วงนักในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ร่วง และการเทรดครั้งนั้นสร้างกำไรให้เขาได้ประมาณ $250,000


จากนั้นไม่นาน เขาเห็นว่ามีการซื้อขายบางรายการที่แสดงถึงการเข้าซื้อหุ้น Union Pacific แบบเงียบๆ เขาจึงเข้าซื้อตาม กระทั่งเจ้าของโบรกเกอร์ที่เขาเปิดบัญชีอยู่ได้โทรมาบอกว่าเขากำลังโดนหลอกโดยใครบางคนทำให้ราคาหุ้นบิดเบือนไป คุณลิเวอร์มอร์ตัดสินใจขายตามที่เพื่อนบอก แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ราคาก็พุ่งแรงตอบรับข่าวการจ่ายปันผล 10% ของบริษัท อีกจุดที่น่าสนใจคือ เขาชื่นชอบที่หุ้น Union Pacific ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีวอลุ่มที่น้อยลง


บทเรียนนี้บอกอะไรเราได้หลายอย่าง แม้คนที่บอกข่าววงในแก่เราจะเป็นเพื่อนสนิทหรือคนที่เชื่อถือได้ขนาดไหน แต่ตลาดจะเฉลยคำตอบเองในท้ายที่สุด (มุมมองส่วนตัว การที่คุณลิเวอร์มอร์มีลางสังหรณ์ก่อนที่หุ้นจะขึ้นหรือลง อาจเป็นเพราะเขาเห็นราคามามากพอซะจนรู้ว่าพฤติกรรมราคาที่เกิดขึ้นกำลังจะบอกอะไร)




— บทที่ 7 —


ผู้เขียนได้เล่าถึงการใช้ข้อมูลข่าวดีและข่าวร้ายต่างๆ ในยุคนั้นคนที่ชื่อเฮฟไมเยอร์มีอิทธิพลต่อหุ้นในกลุ่มน้ำตาลสูงมาก และมีชายอีกคนชื่อดีคอนที่เป็นเทรดเดอร์มากฝีมือ มีคนนำข่าวไปบอกดีคอนว่าเฮฟไมเยอร์กำลังเข้าซื้อหุ้นน้ำตาล "ชัวร์ซะยิ่งกว่าชัวร์" ดีคอนจึงตัดสินใจขายหุ้นน้ำตาลทันที


สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การทำเพื่อสวนตลาด แต่เขาต้องการดูว่าตลาดจะตอบสนองต่อการขายหุ้นปริมาณมหาศาลของเขาอย่างไร หากเฮฟไมเยอร์เข้าซื้อจริง หุ้นที่เขาขายจะต้องมีคนเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่มีใครซื้อเลย การเปิดสถานะขายของเขาควรจะยาก ซึ่งปรากฎว่ามีคนซื้อทุกราคาอยู่จริงตามข่าวลือที่มีคนมาบอก ดีคอนจึงปิดสถานะชอร์ททั้งหมดแล้วกลับมาซื้อหุ้นน้ำตาล


สิ่งที่คุณลิเวอร์มอร์พยายามจะสื่อก็คือ วอลุ่มเป็นตัวบอกเสมอว่าใครกำลังทำอะไร และเขายินดีที่จะซื้อในราคาแพง (หรือขายชอร์ทในราคาที่ต่ำลงมา) หากราคาสามารถเคลื่อนไหวไปได้อย่างทันทีทันใด




— บทที่ 8 —


คุณลิเวอร์มอร์เริ่มสังเกตเห็นถึงสัญญาณของตลาดขาลงครั้งใหญ่ แต่เขาทำพลาดเพราะตัดสินใจขายชอร์ทตลาดเร็วเกินไป นี่คือบทเรียนสำคัญว่า ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเทรนด์กำลังเกิดจริงๆ ก็อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น เขาจึงใช้การดูเทปราคาควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยอื่นด้วย


(มุมมองส่วนตัว มันอาจเปรียบได้กับการที่เราซื้อหุ้นก่อนเพียงเพราะเชื่อว่ามันเป็นขาขึ้น ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะขึ้นเมื่อไหร่ โดยไม่ได้พิจารณาเลยว่าวอลุ่มเป็นยังไง กราฟราคาเป็นยังไง งบการเงินเป็นยังไง ฯลฯ)




— บทที่ 9 —


เขาได้เข้าซื้อหุ้น Anaconda ที่ราคาราว $300 เป็นจำนวน 8,000 หุ้น แต่ในระหว่างนั้นเขาสังเกตเห็นได้ถึงพฤติกรรมราคาที่ชะลอตัวลง เมื่อถึงจุดตัดขาดทุนที่ตั้งใจไว้ เขาจึงตัดสินใจขายทั้งหมด ซึ่งในระหว่างที่ขาย มีคนบางคนเดินมาบอกเขาว่าเขากำลังคิดผิด แต่เพราะเชาได้บทเรียนบางอย่างจากตอนหุ้น Union Pacific มาแล้ว เขาจึงเชื่อในเทปมากกว่าสิ่งที่คนอืนคิด และก็เป็นความจริง หลังจากนั้นหุ้น Anaconda ก็ร่วงหนักต่อไป


ยุคนี้คือช่วงที่คุณลิเวอร์มอร์รุ่งโรจน์ เขาสามารถทำเงินได้กว่า 1 ล้านเหรียญเพราะชอร์ทในหุ้นหลายๆ ตัว เหตุการณ์นี้เองเป็นที่มาของเรื่องราวระหว่าง J.P. Morgan ที่ส่งข้อความหาลิเวอร์มอร์ให้เขาหยุดชอร์ทตลาด ไม่งั้นตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจะต้องล่มสลาย


กราฟดัชนี Dow Jones ในช่วงปี 1907 ที่เกิดวิกฤตตลาดหุ้น 




— บทที่ 10 —


บทนี้คุณลิเวอร์มอร์พูดเรื่องการใช้เงินของเทรดเดอร์อยู่เล็กน้อย "มันง่ายมากที่เราจะลืมนิสัยสมถะตอนที่ยังไม่มีเงิน แต่กลับลืมนิสัยฟุ่มเฟื่อยได้ยากเมื่อเราไม่มีเงิน" จากบทนี้เริ่มเห็นได้ว่าเขาให้ความสำคัญกับแนวโน้มราคามากขึ้น เขาจะซื้อหรือขายชอร์ทเมื่อมันมีเทรนด์จริงๆ เท่านั้น ที่สำคัญคือ ต้องกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ




— บทที่ 11 —


ดูเหมือนว่าเนื้อหาส่วนกลางๆ จะพูดถึงการเข้าเทรดของตัวลิเวอร์มอร์มากขึ้น ในตอนนั้นเขาเริ่มมีชื่อเสียงและเข้าเทรดแต่ละสถานะแบบใหญ่ๆ อย่างในตลาดฝ้าย เขาเปิด long ใหญ่มากซะจนไม่สามารถออกจากสถานะได้ แต่โชคดีที่มีคนเขียนข่าวว่าคุณลิเวอร์มอร์เป็นคนปั่นราคาฝ้ายพอดี เลยทำให้ตลาดกลับมามีสภาพคล่องมากพอที่จะขายได้




— บทที่ 14 —


หลังจากที่ลิเวอร์มอร์ล้มละลายมาหลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาฟื้นตัวกลับมาได้และเริ่มเก็บเงินใส่พันธบัตรและกองทุนให้ลูกๆ รวมถึงภรรยาของตัวเองมากขึ้น




— บทที่ 15 —


คุณลิเวอร์มอร์พูดถึงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ในตอนนั้นคือหลังสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 สินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกตัวล้วนมีราคาสูงขึ้น ยกเว้นกาแฟ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตัวเขาเปิดสถานะ long ในกาแฟไว้นานมาก 2-3 ปี แต่เมื่อราคาขยับขึ้นพร้อมกำไรแบบ unrealized หลักล้าน รัฐบาลก็สั่งให้การเก็งกำไรในกาแฟมีผลเป็นโมฆะ เพราะการเก็งกำไรจะทำให้ราคากาแฟแพงขึ้น ทั้งที่ราคามันแพงขึ้นเรพาะอุปทานที่ต่ำลงต่างหาก (ผลผลิตน้อยลง และเรือสำหรับส่งเมล็ดกาแฟก็มีน้อยลงเนื่องจากสงคราม) ดังนั้นในการเทรด จึงต้องเผื่อความเสี่ยงสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไปด้วย




— บทที่ 16 —


คุณเจสซี ลิเวอร์มอร์ ก็เกือบโดนข่าววงในเล่นงาน เพราะภรรยาของเขาได้บังเอิญไปกินข้าวกับเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของคนนั้นก็โน้มน้าวภรรยาของคุณลิเวอร์มอร์ว่าหุ้นของผมดีนะ ซื้อเถอะ ด้วยหวังว่าภรรยาจะนำข่าววงในนี้ไปบอกแก่ตัวคุณลิเวอร์มอร์เอง


อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ แม้แต่ตัวเขาก็เคยลงทุนระยะยาว !? โดยเข้าซื้อหุ้นของบริษัท "ดีลาร์แวร์ ลัคคาแวนนา & เวสเทิร์น" เพราะเขาเคยเจอกับประธานบริษัทนี้อยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งนิสัยของประธานบริษัทนี้เป็นคนประหยัดมาก แม้แต่ซองจดหมายที่ใช้แล้วก็ยังเอาอีกด้านมาใช้ซ้ำ เขาจึงเชื่อว่า ความประหยัดนี้เองน่าจะสื่อได้ว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของบริษัทจริงๆ ที่สุดแล้วลิเวอร์มอร์ได้กำไรจากหุ้นตัวนั้นประมาณ 4 เท่า อีกทั้งปันผลที่ได้ยังมากกว่าต้นทุนที่ซื้อมาด้วยซ้ำไป




— บทที่ 17 —


สัญชาตญาณในการเทรดที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ แบบไม่มีเหตุผล บางคนอยู่ดีๆ ก็ขายหุ้น บางคนอยู่ดีๆ ก็ซื้อ บางทีมันอาจเป็นเพราะเราเฝ้าติดตามพฤติกรรมราคาหรือวิธีการเทรดแบบนั้นจน "จิตใจ้สำนึก" เรารับรู้ และทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ในกรณีของคุณลิเวอร์มอร์ก็เช่นกัน เพียงแต่เขามีเครื่องมือเสริมมานิดหน่อยก็คือการขายแบบหนักๆ


ภาพของคุณเจสซี ลิเวอร์มอร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Varchev.com


เช่น สมมติเขามีมุมมองว่าฝ้ายน่าจะลงนะ เขาจะลองขายชอร์ทไปสัก 10,000 หน่วยก่อน ถ้าเขาสามารถขายได้แบบไม่มีติดขัด นั่นแปลว่ามีคนรอซื้ออยู่เต็มที่ ราคามันอาจไม่ลงมาง่ายขนาดนั้น แต่ถ้าเขาขายแล้วราคาร่วงไปหลายช่อง แปลว่าช่วงนั้นไม่มีใครกล้าซื้อเลย


คุณลิเวอร์มอร์เชื่อในแนวคิดเรื่องของพวกมากลากไป ความหมายก็คือ หากหุ้นกลุ่มยานยนต์ปรับตัวขึ้น แล้วมีตัวใดตัวหนึ่งที่ราคายังนิ่งๆ อยู่ นั่นคือโอกาสทำเงิน แต่เขาจะวิเคราะห์จาก tickertape เพิ่มเติมด้วยว่ามีแรงซื้อเข้ามาบ้างไหม ถ้าพฤติกรรมการซื้อขายไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คิด มันอาจมีอะไรผิดปกติ




— บทที่ 18 —


พูดถึงการชอร์ทหุ้นของ Tropical Trading เป็นหลัก ในตอนนั้นมีแต่คน bullish กับหุ้นตัวนี้มากๆ แต่คุณลิเวอร์มอร์มองว่าตลาดกำลังอ่อนแอ และคนภายในบริษัทก็แค่แกล้งทำให้ราคามันขึ้นไปพร้อมกับสร้างข่าวเรื่อยๆ เขาชอร์ทที่ราคา 153 เหรียญ พอมันลงไปเหลือ 133 เขาก็ยังไม่ได้ปิดสถานะ พร้อมกับราคาที่ดีดกลับขึ้นมาใหม่ ยิ่งดีดกลับเขาก็ยิ่งชอร์ท จนเป็นคนที่ชอร์ทหุ้นตัวนี้มากที่สุดในตลาด ราคาก็ร่วงไปต่ำสุดที่ 90 เหรียญ และเขาซื้อคืนที่ตอนนั้นเอง




— บทที่ 20 —


บทนี้และบทก่อนหน้าพูดถึงเรื่องการทำราคาหุ้น คุณลิเวอร์มอร์กล่าวว่า เทปราคาคือสารที่ผู้ทำราคาพยายามสื่ออกมาให้คนรับรู้ อย่าเถียงเทป ถ้าราคาไม่ไปในทางที่ควรจะเป็นก็หยุดเทรดซะ ข้อสังเกตอยู่ตรงนี้ครับ คุณลิเวอร์มอร์ยังบอกอีกว่า ถ้าเราเข้าสถานะแล้วราคาไม่ได้ขยับตามสถานะที่เราเข้าเทรด จงหยุดเทรด เท่่ากับว่าเงินของคุณลิเวอร์มอร์นั้นมีปริมาณมากซะจนส่งผลต่อตลาดได้มากมาย




— บทที่ 21 —


คุณลิเวอร์มอร์ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารในบริษัทเหล็กอิมพีเรียลเพื่อให้ช่วยทำราคาหุ้นให้หน่อย หุ้นตัวนี้กว่า 70% อยู่ในมือของผู้บริหาร แต่หุ้นกลับมีการซื้อขายน้อยมากๆ แม้จะมีฐานะทางการเงินที่ดี คุณลิเวอร์มอร์จึงเริ่มทำราคาด้วยการเข้าซื้อที่ราคา 70 เหรียญจากทุกคนในตลาดตอนนั้น พร้อมๆ กับซื้อๆ ขายๆ เองจนราคาเริ่มขึ้นไปเป็นขาขึ้น ซึ่งในจังหวะนั้น นักลงทุนในตลาดคนอื่นที่ใช้ศาสตร์ทางเทคนิคก็เห็นว่าหุ้นเหล็กอิมพีเรียลกำลังเป็นขาขึ้น แรงซื้อจึงเริ่มเข้ามา จนทำให้ราคาวิ่งไปได้ 100 เหรียญ


แต่การทำราคายังต้องอิงกับสภาวะตลาดด้วย ถ้าสถาวะตลาดโดยรวมไม่ดี คนที่ทำราคาจะเป็นคนที่เจ็บตัวเสียเอง


 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน