ความเสี่ยงจากนโยบายรัฐ ที่ทำเจสซี ลิเวอร์มอร์ สูญเงินนับล้าน

Last updated: Mar 20, 2019  |  437 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


คิดว่ารัฐบาลมีผลต่อตลาดการลงทุนแค่ไหน ?


มองผ่านๆ อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ตลาดหุ้นหรือตลาดอื่นๆ จะขึ้นหรือลงก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าใครเป็นนายกเสียหน่อย แต่หลังจากอ่านเรื่องราวนี้ เชื่อได้เลยว่าเราจะระมัดระวังมากขึ้น หรืออาจถึงขั้นกลัวความเสี่ยงไปเลยก็ได้ กับเรื่องราวของเจสซี ลิเวอร์มอร์ เทรดเดอร์ระดับโลกที่มีชีวิตอยู่เมื่อเกือบร้อยปีก่อน แต่ต้องพลาดกำไรนับล้านเหรียญไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะนโยบายของรัฐบาล




กาแฟ


คุณลิเวอร์มอร์ได้รับบทเรียนนี้จากในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ราวๆ ปี 1918) ซึ่งจังหวะนั้นตลาดการลงทุนทั่งโลกต่างก็ให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงมาประมาณ 40% แต่ยังมีสินทรัพย์กลุ่มหนึ่งที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง นั่นคือ “สินค้าโภคภัณฑ์” เพราะสงครามทำให้กำลังการผลิตของโภคภัณฑ์แทบทุกชนิดต้องหยุดชะงัก แถมพอสงครามจบ คนทั่วโลกก็กลับมาต้องการสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เช่นเดิม ทำให้สินค้าหลายๆ ตัวขาดตลาดอย่างรุนแรง และ “กาแฟ” ก็เป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขาดตลาด


คุณลิเวอร์มอร์มองว่า ตอนนั้นหลายประเทศที่เป็นฐานการผลิตกาแฟที่สำคัญ ก็ไม่สามารถกลับมาผลิตได้ดีเท่าเดิมเพราะผลพวงจากสงคราม รวมถึงเรือสินค้าที่คอยขนส่งกาแฟเหล่านั้นไปสู่ประเทศต่างๆ ก็เสียหายเพราะสงครามเสียอีก ขณะที่คนยังต้องตื่นเช้ามาชงกาแฟเหมือนเดิม กาแฟจึงเป็นสินค้าที่ขาดแคลนอย่างหนัก คุณลิเวอร์มอร์จึงเข้าเปิดสถานะซื้อ (long) ในกาแฟอย่างต่อเนื่องและยาวนานประมาณ 2-3 ปี จนมีกำไรที่ “ยังไม่เกิดขึ้นจริง” นับล้านๆ เหรียญ




รัฐจอมป่วน


แต่เมื่อราคากาแฟขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐเริ่มมีความกังวลว่า ราคากาแฟที่แพงขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อน อีกทั้งยังมองว่านักเก็งกำไรนั่นแหละที่เป็นคนทำให้ราคามันแพงเกินจริงไปมาก รัฐบาลจึงเข้ามาควบคุมราคากาแฟ และให้สถานะที่ซื้อขายกาแฟทั้งหมดในตลาดมีผลเป็นโมฆะ ความหมายก็คือ ผลกำไรที่ “ยังไม่เกิดขึ้นจริง” นับล้านเหรียญของคุณลิเวอร์มอร์นั้นหายไปต่อหน้าต่อตา


ซึ่งเขามองว่ามันเป็นอะไรที่ไม่แฟร์อย่างรุนแรง เพราะราคาของกาแฟที่แพงขึ้นมันมทจากปัจจัยเชิงพื้นฐานจริงๆ แต่ต่อให้นักเก็งกำไรอย่างเขาหรือคนอื่นๆ จะทำให้ราคากาแฟแพงขึ้น มันจะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกสักเท่าไหร่ ? แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่คงไม่มีใครคิดว่าจะเกิด




Black Swan


Black Swan คือทฤษฎีที่ว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น แต่หากมันเกิดแล้วจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ที่คุณลิเวอร์มอร์ได้พบเจอก็เปรียบได้กับหงส์สีดำที่ไม่มีใครคิดหรอกครับว่ารัฐบาลจะเข้ามาป่วนตลาดการลงทุน แต่เมื่อมันเกิดขึ้น กำไรที่เขาเคยทำได้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ทำให้หลังจากนั้น คุณลิเวอร์มอร์จึงเริ่มพิจารณาความเสี่ยงในด้านต่างๆ มากกว่าที่เคย กระทั่งเกตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เขาก็ยังต้องระวังความเสี่ยงเสมอ


กราฟดัชนี SET Index รายวัน แท่งสีแดงใหญ่ที่เห็นคือวันที่มีประกาศมาตรการกันสำรอง 30%


สำหรับการลงทุนในหุ้น เรายังคงจำกันได้ในช่วงราวๆ ปี 2007 ที่ภาครัฐประกาศมาตรการกันสำรอง 30% จนทำให้ตลาดหุ้นร่วงระเนระนาด ใครเล่าจะไปคิดว่าอยู่ดีๆ ภาครัฐจะประกาศมาตรการขำๆ แบบนี้ออกมา แต่มันก็เกิดขึ้น นอกจากนั้น หุ้นรายตัวยังมีความเสี่ยงในเรื่องของ SP (พักการซื้อขาย) ที่น่าจะเป็นความเสี่ยงร้านแรงที่สุดของหุ้น คำถามคือ เราได้เตรียมแผนรับมือกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเหล่านี้หรือไม่


แต่ถ้าระวังเกินไปก็คงได้แต่ลงทุนในเงินฝากออมทรัพย์ หากเป็นหุ้นรายตัว อย่างน้อยการที่นักลงทุนเลือกหุ้นพื้นฐานดี เข้าใจธุรกิจได้ง่าย ธุรกิจยังสามารถทำเงินได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนแขวน SP แบบไม่คาดคิด หรือลดความเสี่ยงจากโอกาสที่ราคาหุ้นจะ floor ได้พอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะลงหนักไม่ได้นะครับ เพราะราคาก็ยังมีสิทธิ์ร่วงแรงได้ต่อให้เป็นธุรกิจที่ดีแค่ไหนก็ตาม เช่น โรงงานไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ


แต่ถ้าเราชื่นชอบลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานไม่ดีนัก ก็อาจต้องรับความเสี่ยงจากเรื่องไม่คาดฝันเหล่านี้มากขึ้น หุ้นหลายตัวที่พื้นฐานแย่ก็ floor ได้ง่ายกว่า อาจติด SP ได้ง่ายกว่า พอร์ตโฟลิโอจะขาดทุนไปเท่าไหร่หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นี่คือความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องพิจารณาไว้อย่างรอบด้าน ยิ่งประเทศไทยมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าที่อื่น ก็ยิ่งต้องระวังความเสี่ยงเข้าไปใหญ่


ไม่เช่นนั้นกำไรอาจจะกลายเป็นอากาศได้เหมือนกับคุณเจสซี ลิเวอร์มอร์

 

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน