สัมผัสพิเศษในการเทรดหุ้น ของคุณเจสซี ลิเวอร์มอร์

Last updated: Mar 22, 2019  |  800 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


มองเผินๆ ดูจะเป็นอะไรที่ไร้สาระ คำว่า "สัมผัสพิเศษ" มันดูเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และไม่น่าจะเอามาใช้กับตลาดหุ้นสักเท่าไหร่เลย มันอาจจะเหมาะกับความรัก เรื่องลึกลับของคุณป๋อง หรืออะไรก็ได้ ไม่ใช่กับตลาดหุ้น


แต่เชื่อได้เลยว่า เราอาจเคยเห็นคนบางคนที่เคยซื้อหุ้นบางตัวแบบไม่มีเหตุผล แล้วราคาก็เป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ หรือสมมติว่ามีหุ้นที่มีสัญญาณซื้อพร้อมกัน 10 ตัว แต่ทำไมเราถึงเลือกซื้อหุ้นตัวนั้นเพียงแค่ตัวเดียวแล้วเลือกถูก บางทีมันก็อาจจะมาจากสัมผัสพิเศษ ที่เราก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร


วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสัมผัสพิเศษที่ว่ากัน




สัมผัสพิเศษ บางคนอาจเรียก sense บางคนอาจเรียกกึ๋น หรืออะไรก็ตามแต่ มองเผินๆ มันดูเป็นสิ่งที่ไร้หลักการและยากที่จะทำได้ซ้ำๆ แต่หากมองด้วยหลักวิทยาศาสตร์ มันอาจเกิดจากอะไรบางอย่างที่อาศัยประสบการณ์บ่มเพาะมาสักพัก ลองนึกถึงการจอดรถ คนที่ขับรถเป็นอยู่แล้วย่อมจอดรถได้แบบไม่มีติดขัด แต่ถ้าให้เขาลองอธิบายขั้นตอนต่างๆ กับคนที่ขับรถไม่เป็น มั่นใจได้เลยว่าคนๆ นั้นจะต้องจูบกับรถคันอื่นสัก 2-3 คันก่อนที่จะจอดได้ นี่คือสัมผัสพิเศษที่อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด


ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นกัน เมื่อราว 100 ปีก่อน คุณเจสซี ลิเวอร์มอร์ (Jessy Livermore) ซึ่งเป็นเทรดเดอร์ระดับโลกที่ทำเงินได้นับล้านๆ เหรียญ ก็เคยมีประสบการณ์การใช้ "สัมผัสพิเศษ" ในการลงทุนมาแล้ว เพราะเขาขายชอร์ท (ขายหุ้นตอนนี้ แล้วซื้อคืนด้วยราคาต่ำกว่า) หุ้นบริษัทเดินรถไฟ Union Pacific แบบไม่มีเหตุผล ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวในซานฟรานซิสโก และหลังจากนั้นหุ้นก็ร่วงหนักจนเขาทำเงินได้กว่า 250,000 เหรียญ


มองมุมนี้ก็เหมือนเขาเป็นแค่คนโชคดีคนหนึ่งที่ขายชอร์ทถูกเวลา แต่ถ้ามองด้วยหลักเหตุและผล อาจจะเป็นเพราะสไตล์การเทรดของคุณลิเวอร์มอร์ที่วิเคราะห์ bid offer ของหุ้นเป็นหลัก ซึ่งเขาเองใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบแล้ว ลองนึกดูว่า ชีวิตเขาผ่านการดูปริมาณการซื้อขายของหุ้นมากี่พันกี่หมื่นตัว ดังนั้น การที่เขาเห็นราคาหุ้น Union Pacific แล้วรู้สึกอยากขายทันที อาจเป็นอารมณ์เดียวกันกับการถอยรถจอด ไม่รู้ว่าต้องถอยยังไง จะอธิบายแบบละเอียดก็พูดไม่ถูก รู้แต่ว่าถอยจอดได้


เหตุการณ์นั้นไม่ใช่ครั้งเดียวที่คุณลิเวอร์มอร์ใช้สัมผัสพิเศษกับการลงทุน เพราะหลังจากนั้น เขาก็กลับมาซื้อหุ้น Union Pacific อีกรอบด้วยเหตุผลคล้ายเดิมว่าอยู่ดีๆ ก็อยากซื้อ ซึ่งในเวลาต่อมา บริษัทก็ประกาศจ่ายเงินปันผล 10% ของราคาหุ้น จึงทำให้หุ้น Union Pacific พุ่งขึ้นไปในเวลาอันรวดเร็ว นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาใช้สัมผัสพิเศษในการซื้อขาย




การใช้สัมผัสพิเศษในการลงทุน อาจมีข้อดีว่าเราทำสิ่งต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ มองแวบเดียวก็รู้ว่าหุ้นตัวนี้มีโอกาสขึ้นหรือลง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ "อคติ" เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ความอยากซื้อหรืออยากขายที่เกิดขึ้น มาจากส่วนที่เป็นเหตุผลหรือมาจากเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ


ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราเจอหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา ceilling ในวันแรก แล้ววันต่อมา หุ้นตัวนั้นเปิดโดดขึ้นไปถึง 10% จนรู้สึกว่า "เฮ้ย ถ้าหุ้นลิ่งได้แบบนี้ วันต่อไปมันต้องเปิดโดดแน่ๆ หาหุ้นลิ่งต่อดีกว่า" แต่คำถามคือ เรามั่นใจได้อย่างไรว่า "ส่วนใหญ่" แล้วมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ หุ้นตัวที่เราเห็นอาจจะเป็นเพียงความบังเอิญ แล้วเราก็มาสรุปแบบไม่มีเหตุผลที่ดีพอก็ได้


ซึ่งมันต่างกับกรณีของคุณลิเวอร์มอร์ หรือนักลงทุนคนอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน เพราะพวกเขาเฝ้าติดตามราคาหุ้นมานานหลายปีจนแยกแยะได้ว่าอะไรที่ควรเชื่อหรือไม่เชื่อ และสิ่งนี้ยังเกิดขึ้นกับนักลงทุนสาย VI ด้วย ทำไมเซียนคนนี้ถึงซื้อหุ้นธนาคาร X แทนที่จะเป็นธนาคาร Y ทั้งที่ทำธุรกิจคล้ายกันมาก ? บางทีคนที่ซื้อก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร แต่มันเกิดจาก "สัมผัสพิเศษ" ลึกๆ ที่อยู่ในใจเขา


ถ้าเรามั่นใจว่าเรามีสัมผัสพิเศษ สิ่งที่ควรนำมาทำต่อคือ การทดสอบสัมผัสพิเศษของเราว่ามันสามารถ "ทำซ้ำ" ได้จริงไหม สัมผัสพิเศษ จึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ดูจับต้องไม่ได้ แต่มันอาจเป็นความสามารถอีกอย่างที่ผ่านกาลเวลาและศึกษาเรื่องหุ้นมาอย่างบ้าบิ่นแล้วนั่นเอง

 

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน