วิเคราะห์โปรร้านอาหารแหลมเกตุ ในมุมมองของปีเตอร์ ลินซ์

Last updated: Mar 27, 2019  |  1499 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


ข่าวคราวของโปรโมชั่นร้านอาหารแหลมเกตุที่ตอนนี้ดูเหมือนจะมาแรงไม่แพ้ข่าวเลือกตั้งเลย สำหรับท่านที่ติดตามอยู่ (รวมถึงผู้เสียหาย) จะทราบดีว่าร้านอาหารแห่งนี้ให้บริการในรูปแบบบุฟเฟต์อาหารทะเลมาแล้วสักพักใหญ่ แรกเริ่มเดิมทีนั้นจะคิดค่าบริการท่านละ 700-800 บาท แต่ด้วยกระแสที่บอกต่อๆ กันตามโลกอินเทอร์เน็ต ทางร้านจึงเริ่มจัดโปรโมชั่นบ่อยขึ้น และบ่อยขึ้น


แต่เดิมที่ราคา 700 บาท ก็เริ่มลดเหลือ 500 บาท 300 บาท 200 บาท จนกระทั่งลงไปต่ำสุดเหลือเพียงท่านละ 59 บาทเท่านั้น ราคาถูกเสียยิ่งกว่ากินร้านอาหารตามสั่งบางร้านเสียอีก


ดูแล้วผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์แบบเต็มปากเต็มคำ แต่ด้วยความที่คนใช้บริการเยอะขึ้น จึงเริ่มมีการร้องเรียนและตำหนิถึงคุณภาพอาหารที่ด้อยลงเมื่อเทียบกับตอนแรก ซึ่งล่าสุดทางร้านแหลมเกตุก็ได้ยุติการให้บริการแบบบุฟเฟต์แล้ว พร้อมกับแจ้งว่าจะคืนเงินให้กับผู้เสียหายทั้งหมด จุดนี้เองที่คนส่วนใหญ่กลัว เพราะหลายๆ คนไม่ได้ซื้อบัตรบุฟเฟต์แค่ใบเดียวเท่านั้น บางคนอาจซื้อไป 20-30 ใบเสียด้วยซ้ำ


แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ของถูก" หรือถ้าจะพูดอย่างถูกต้องคือ "ของที่ดูมีราคาถูก" ทำให้เราขาดทุนได้ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดหุ้น แต่มันเลวร้ายกว่าค่าบุฟเฟต์มากนัก เพราะคนที่ซื้อหุ้นส่วนใหญ่อาจไม่ได้เงินคืนเลยแม้แต่บาทเดียว





มูลค่าจริงๆ เท่าไหร่


สำหรับการลงทุนในหุ้น จะมีอัตราส่วนตัวหนึ่งที่เรียกว่า P/BV หรือ Price to Book Value หรืออัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี เป็นอัตราส่วนที่ใช้ดูว่า ราคาหุ้นในตอนนี้แพงกว่ามูลค่าตามบัญชีของบริษัทกี่เท่า บางบริษัทอาจอยู่ที่ 2 เท่า 4 เท่า หรืออาจพีคไปถึง 10 เท่าก็ยังได้ ส่วนมากแล้ว ยิ่งค่าสูงเท่าไหร่แปลว่ายิ่งแพง และค่ายิ่งต่ำเท่าไหร่ แปลว่าเราอาจจะได้ซื้อของถูก


อย่าเพิ่งตกใจกับศัพท์ที่ดูสับสนนี้นะครับ ความจริงแล้วมันง่ายกว่าที่คิด ลองนึกถึงราคาบุฟเฟต์ร้านแหลมเกตุที่ตอนแรกราคา 777 บาท ผู้บริโภคอาจจะยังรู้สึกเฉยๆ กับราคานี้ เราอาจจะคิดว่า "อืม . . . อาหารมันก็ดูน่ากินดีนะ แต่ราคานี้ขอคิดดูก่อน ไว้กินสิ้นเดือนแล้วกัน" แปลว่าเรากำลังประเมิน P/BV ของราคาบุฟเฟต์กับอาหารที่จะได้รับโดยอัตโนมัติ P คือราคา และ BV คืออาหารของร้าน ซึ่งดูเหมือนว่าราคานี้จะยัง "แพงเกินไป" ยังไม่อยากซื้อเท่าไหร่


แต่พอร้านทางร้านเริ่มปรับราคาเหลือ 500 บาท แทนที่จะรอกินสิ้นเดือน เราอาจเปลี่ยนมากินตั้งแต่กลางเดือน เพราะราคาที่ถูกลงกว่าเดิมถึงเกือบ 30% ในขณะที่อาหารเหมือนเดิม มองยังไงก็คุ้มค่า จุดนี้เองที่เปรียบเสมือนกับค่า P/BV ที่ต่ำลง


พอร้านปรับราคาเหลือ 300 บาท การกินบุฟเฟต์ทุกอาทิตย์ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยเลย จุดนี้เองที่เราเริ่มคิดแล้วว่า ด้วยราคา 300 บาท กินปลากะพงแค่ตัวเดียวก็คุ้มแล้ว


และยิ่งตอนช่วงที่ราคาบุฟเฟต์เหลือ 59 บาท น้ำหนักจะขึ้นอีก 10 กิโลคงไม่ใช่เรื่องแปลกแล้ว เพราะถ้าร้านขายในราคานี้จริง แถมอาหารยังได้เหมือนเดิม ยังไงผู้บริโภคก็ได้เปรียบ ซึ่งจุดนี้เองที่ค่า P/BV มันต่ำมากเหมือนกับการซื้อหุ้นดีราคาถูก


แต่เราลืมเรื่องสำคัญหรือเปล่าครับ ? ถ้าคุณภาพอาหารแย่ลง ราคาที่เราจ่ายไป 500 บาท, 300 บาท หรือกระทั่ง 59 บาท มันจะยังคุ้มค่าอยู่จริงหรือ ?




อย่าลืมคุณภาพ


ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch) คืออดีตผู้จัดการกองทุนรวมที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้กว่า 29% ติดต่อกัน 13 ปี จนกลายเป็นสถิติโลกที่ยังไม่มีผู้จัดการกองทุนคนไหนสามารถทำได้ แน่นอนว่าคุณลินซ์ไม่เคยมาทานแหลมเกตุ แต่แนวคิดทางการลงทุนที่เขาเคยถ่ายทอดในหนังสือ "เหนือกว่าวอลสตรีท" กลับสามารถเอามาใช้เป็นหลักคิดราคาบุฟเฟต์ได้อย่างน่าประหลาดใจ


   สั่งซื้อสินค้า   
จัดส่งฟรีทั่วประเทศ


หากค่อยๆ บรรจงเปิดไปบทที่ 13 หน้า 250 คุณลินซ์ได้อธิบายถึงอัตราส่วน P/BV ไว้อย่างละเอียด ในมุมมองของเขา เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าตัวนี้เท่าใดนัก เพราะมองว่าการซื้อหุ้นในราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตามบัญชีของมัน (หมายถึงสินทรัพย์ที่หักหนี้สินทั้งหมดออกแล้ว) ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ของราคาถูกจริง นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่ามูลค่าตามบัญชีที่เหลืออยู่นั้น "มีราคา" อย่างที่บอกไว้ในงบการเงิน


คุณลินซ์ยกตัวอย่างหุ้น Radice ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินที่ล้มละลายในช่วงปี 1990 ก่อนที่บริษัทจะม้วนเสื่อกลับบ้าน Radice มีมูลค่าตามบัญชีอยู่ที่หุ้นละ 50 เหรียญ แต่ราคาหุ้นอยู่ที่เพียงแค่ 10 เหรียญเท่านั้น (เปรียบได้กับร้านบุฟเฟต์อาหารทะเลที่มีกุ้งตัวเท่าแขน ปูตัวเท่ากระทะ แต่ราคาบุฟเฟต์อยู่ที่เพียง 59 บาท) แม้กระทั่งปีเตอร์ ลินซ์ ก็ไม่อาจหักห้ามใจจากหุ้นตัวนี้ได้ จึงเข้าซื้อจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่


แต่ในเวลาต่อมา ปรากฎว่าอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทบันทึกไว้ว่าเป็นทรัพย์สิน กลับมีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่บันทึกไว้แบบมโหฬาร (จ่ายค่าบุฟเฟต์แล้ว หวังจะกินกุ้งตัวเท่าแขน แต่ได้กินกุ้งตัวเท่านิ้วก้อย) มูลค่าตามบัญชีที่เคยสูงถึง 50 เหรียญต่อหุ้น เมื่อปรับการคำนวณให้ถูกต้องแล้วจะเหลือเพียง -7 เหรียญ ไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำไป ราคาหุ้น Radice จึงร่วงจนเหลือเพียงแค่ 0.75 เหรียญ คิดเป็นการขาดทุนถึงกว่า 90%




หุ้นไทยก็มี


กราฟราคาหุ้น POLAR รายสัปดาห์ ที่ปัจจุบันถูกห้ามการซื้อขาย


หุ้นที่เป็นตำนานของตลาดหุ้นไทยอย่าง POLAR ก็เป็นหนึ่งในหุ้นที่ P/BV ต่ำมาก ช่วงต้นปี 2017 หุ้นมีการซื้อขายกันที่ราคา 0.15 บาท แต่มูลค่าตามบัญชีของบริษัทอยู่ที่ 0.53 บาท หากมองเผินๆ แล้ว ถ้านักลงทุนซื้อหุ้น POLAR ที่ราคา 0.15 บาท เปรียบได้กับกำลังซื้ออะไรบางอย่างที่มีราคาถูกกว่าความเป็นจริงกว่า 3 เท่า ไม่ซื้อวันนี้แล้วจะซื้อวันไหน แต่พอถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ในปีเดียวกัน หุ้น POLAR ถูกห้ามซื้อขาย (SP) เงินทุกบาทที่ซื้อหุ้นไปจะไม่สามารถขายออกมาได้เลยแม้แต่สลึงเดียว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถซื้อขายได้ ราคาที่ดูเหมือนถูกจึงดูแพงหูฉี่ไปโดยปริยาย


ด้วยเหตุนี้เอง คุณลินซ์จึงไม่ได้เชื่อถือค่า P/BV และมูลค่าตามบัญชีของบริษัทแบบไม่ลืมหูลืมตา เพราะสิ่งสำคัญคือคุณภาพของมูลค่าตามบัญชีที่อยู่ในบริษัท ไม่เช่นนั้นแล้ว หุ้นตัวที่ดูเหมือนราคาถูกอย่าง Radice อาจจะกลายเป็นของแพงเมื่อปรับมูลค่าตามบัญชีใหม่อีกครั้ง, หรือดีไม่ดีก็ถูกห้ามการซื้อขายไปเลยอย่าง POLAR, หรือร้านอาหารอาจยกเลิกบุฟเฟต์ไปเลย เช่นเดียวกับแหลมเกตุ


แต่ยังดีตรงนี้ ผู้ซื้อบุฟเฟต์ร้านอาหารยังอาจได้เงินคืนบ้างมากน้อยต่างกันไป แต่สำหรับผู้ถือหุ้น การซื้อของถูกโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ มันจะไม่มีอะไรเหลือให้เราเลยนอกจากใบหุ้นและความเจ็บใจที่ไม่อาจลืมเลือน


   สั่งซื้อสินค้า   
จัดส่งฟรีทั่วประเทศ

 

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน