สรุปบทสัมภาษณ์ มาร์ค มิเนอร์วินี ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ Think & Trade Like A Champion

Last updated: Apr 3, 2019  |  1317 จำนวนผู้เข้าชม  |  ตำนานนักลงทุน


มาร์ค มิเนอร์วินี (Mark Minervini) คือหนึ่งในเทรดเดอร์สายโมเมนตัมชั้นเซียนชนิดที่หาตัวจับได้ยาก ซึ่งเขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการแข่งเทรดหุ้นในรายการ US Investing Championship ที่สามารถทำผลตอบแทนได้กว่า 155% ในระยะเวลาไม่ถึงปี เป็นผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบ VCP อีกทั้งยังเป็นผู้เขียนหนังสือ "เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ" และหนังสือ "โมเมนตัม มาสเตอร์" ที่มีแฟนๆ ชาวไทยติดตามอ่านล้นหลาม


หนังสือโมเมนตัม มาสเตอร์

   สั่งซื้อสินค้า   


แต่ยังมีหนังสืออีกเล่มที่เขาเขียนออกมาล่าสุดคือ Think & Trade Like A Champion ที่ในขณะนี้สำนักพิมพ์ของเราได้ทำการแปลเสร็จสิ้นแล้ว (แต่ยังเหลือกระบวนการต่างๆ คิดว่าออกทันในปี 2562 นี้แน่นอนครับ) จึงอยากจะมา "เกริ่นนำ" สรุปถึงบทสัมภาษณ์บางประเด็นที่อยู่ในหนังสือ และเชื่อเหลือเกินว่า เพียงแค่บทสัมภาษณ์บางส่วนก็ทำเอาอยากซื้อหนังสือเล่มนี้เร็วๆ แล้ว 


(ใครอยากอ่านต้นฉบับบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ อ่านได้ที่นี่เลยครับ)




 Q  ทำไมคุณคิดว่าพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญสุดในการเทรด


คุณมาร์ค มิเนอร์วินี เริ่มมาตระหนักถึงเรื่องนี้จากการทำเวิร์คชอปร่วมกับคุณไจเรก รอบบินส์ (ลูกขายของคุณโทนี รอบบินส์ นักจิตวิทยาชื่อดัง) เมื่อได้ทำงานร่วมกัน เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนๆ นั้นคิด ถ้าเชื่อว่าทำได้มันก็ทำได้ ถ้าคิดว่ามันทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้


อาจดูเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก เราลองคิดถึงเวลาเราเทรดพลาดหลายๆ ไม้ติดกัน สภาวะจิตใจตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ? เกือบทุกคนแทบจะทนไม่ได้ที่ต้องขาดทุนติดกัน เมื่อทนไม่ได้ ความเครียดย่อมเพิ่มขึ้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ เริ่มกดดัน จนส่งผลต่อการเทรดในครั้งถัดไปแบบไม่รู้ตัว เพราะเราจะตัดสินใจด้วยอารมณ์มากขึ้น พฤติกรรมและทัศนคติของเรา จึงเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายได้เลยว่าจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จหรือไม่




 Q  การที่เทรดเดอร์เตรียมตัวมาไม่ดีพอ ส่งผลให้เขาล้มเหลวได้หรือไม่


มุมมองของคุณมิเนอร์วินีไม่ได้มองว่าการเตรียมตัวไม่ดีจะทำให้ล้มเหลว แต่มันมาจากการปฏิบัติผิดๆ เสียมากกว่า ตัวเขาเองยังบอกว่า เขารู้จักเทรดเดอร์ที่เทรดมานานกว่า 30 ปี แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่ไปไหน ดังนั้นมันอาจไม่เกี่ยวกับการเตรียมตัวหรือการฝึกซ้อม แต่มันเป็นเพราะการทำผิดวิธี เข้าทำนอง "ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย" การรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ควรทำจึงมีความสำคัญกว่า




 Q  ในหนังสือ Think & Trade Like a Champion ดูเหมือนว่ามาร์ค มิเนอร์วินี จะพูดถึงการบริหารความเสี่ยงเยอะมาก รวมถึงหัวข้ออย่าง staggered stop losses คุณเห็นว่าตลาดเปลี่ยนไปอย่างนั้นหรือ ?


หนังสือ Think & Trade Like a Champion ที่กำลังจะจำหน่ายเป็นภาษาไทยในปี 2562 โดยสำนักพิมพ์ของเรา Nsix Publishing


ตลาดไม่ได้เปลี่ยนไปแบมีนัยขนาดนั้น เพียงแต่คุณมิเนอร์วินีต้องการวิธีบริหารความเสี่ยงแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม อย่างวิธี staggered stop losses มันก็เป็นการตัดขาดทุนแบบหนึ่ง เพียงแต่แทนที่เราจะกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ตายตัว เช่น 10% เราก็แบ่งจุดตัดขาดทุนใหม่ เป็น 8% และ 12% หากราคาลงมาถึง 8% เราก็แบ่งขายส่วนหนึ่งของพอร์ตออกไป และถ้าลงถึง 12% ก็ค่อยขายที่เหลือ  บทความที่เกี่ยวข้อง 


จุดประสงค์ของวิธีนี้คือ หากตลาดมันเหวี่ยงมากๆ หุ้นในส่วนที่เราขายเมื่อราคาหลุด 8% มันจะถูกขายออกไปก่อน แต่อย่างน้อยเราก็เหลือหุ้นอีกครึ่งหนึ่งในพอร์ต ถ้าตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้น เราก็ยังได้กำไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง วิธีนี้มีข้อเสียหากตลาดเป็น bull market เต็มตัว แต่ข้อดีก็คือ เขาจะมี "ระยะ" ให้หุ้นเหวี่ยงมากขึ้น เพื่อให้โอกาสหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะมากขึ้น




 Q  ทำไมการขายถึงยากกว่าการซื้อ


เพราะมันเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าตอนซื้อ โดยเฉพาะเรื่องของการกลัวว่าขายแล้วจะไปต่อ แต่จุดประสงค์ของการเก็งกำไรคืออะไรกันเล่า ? มันก็คือการขายให้ได้ราคาที่สูงกว่าตอนซื้อ การที่เราทำผิดแผนแล้วได้เงิน ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ราคาจะไปต่อมันก็ไม่ใช่ความผิดของเราแม้แต่น้อย




 Q  คุณคิดว่าจริงไหมที่มีไม่กี่คนเท่านั้นจะประสบความสำเร็จในการเทรดได้


ไม่เชื่อเลย คุณมิเนอร์วินีมองว่าไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นนักเก็งกำไรตั้งแต่ลืมตาดูดลก มันไม่สำคัญว่าอยากจะเป็นอะไรด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญคือเราเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้หรือเปล่า สามารถพัฒนาได้แค่ไหน ความเชื่อมั่นในตัวเองต่างหากคือสิ่งสำคัญ และทำให้เราประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด แต่คนส่วนใหญ่กลับดูว่าคนอื่นเทรดยังไงแล้วทำตาม มันสำเร็จไม่ได้หรอกถ้าไม่เชื่อมั่นในตัวเอง




 Q  คุณบอกว่า "ระวังอีโก้ของตัวเองไว้ให้ดี" คุณคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนคือคุณสมบัติของเทรดเดอร์ที่ดีอย่างนั้นหรือ ?


สำหรับคุณมิเนอร์วินี เขาเชื่อว่ามันจำเป็นอย่างมาก การดื้อดึงมากเกินไปพาคนขาดทุนหนักมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ลองคิดถึงตัวเราเองเวลาเทรดก็ได้ พอไม่ทำตามแผน หรือคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิด หุ้นตัวนี้ต้องขึ้น กำไรมันต้องโต สุดท้ายผลลัพธ์ก็จบไม่สวยสักราย




 Q  คิดว่าเทรดเดอร์และนักลงทุนต่างกันยังไง ?


เขาคิดว่านักลงทุนเป็นอะไรที่ต้องซื้อแล้วถือยาวมากกว่าหนึ่งปี หรืออาจจะหลายเดือน ในช่วงแรกที่เริ่มต้นเทรดนั้น คุณมิเนอร์วินีถือหุ้นนานกว่านี้เพราะสิ่งต่างๆ ยังไม่อำนวย ทั้งค่าคอมมิชชั่นและสเปรดราคาที่กว้าง แต่เมื่อการซื้อขายทำได้ง่ายขึ้น เขาก็ถือหุ้นสั้นกว่าเดิม




 Q  คิดว่าวิธีการของคุณสามารถถูกเลียนแบบไปใช้ได้ไหม


ผมว่าได้นะ


 Q  คุณเทรดเยอะเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า ?


ปัจจุบันเขาก็ยังเทรด แต่บุ่มบ่ามน้อยลงกว่าเดิมเยอะมาก เพราะด้วยวัยที่มากขึ้นและเขาสนุกกับการใช้ชีวิตครอบครัวมากกว่า และให้ความสำคัญกับการทำให้เทรดเดอร์คนอื่นประสบความสำเร็จ




 Q  คุณควบคุมความเสี่ยงยังไงในสภาพตลาดที่ต่างกัน แล้วคุณเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อตลาดเปลี่ยนด้วยหรือไม่


คุณมิเนอร์วินีให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัวเสียมากกว่า ถ้ามันเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เขาก็ซื้อ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อยู่เฉยๆ หรือถ้าหุ้นมันเป็นขาลงแบบชัดเจน เขาก็ยินดีที่จะขายชอร์ท แต่จะไม่เปลี่ยนสถานะจาก long เป็น short แบบ 100% ในทันทีทันใด สิ่งที่เขาทำคือ หากหุ้นเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลงจริงๆ หรือเริ่มต้นเทรนด์ขาลง เขาจะค่อยๆ ทยอยขายชอร์ททีละน้อย เพราะถ้าปรับพอร์ตให้เป็นการเก็งกำไรขาลงทั้งหมด มันก็เป็นอะไรที่เสี่ยงเกินไป




 Q  คุณมองกิจการระยะยาวด้วยไหม


เขาไม่เชื่อในการมองกิจการระยะยาวมากๆ เท่าไหร่ นักวิเคราะห์ที่คาดการณ์อนาคตของกิจการได้สัก 3-4 ไตรมาสก็ถือว่าเก่งแล้ว อะไรก็ตามที่เราสามารถเห็นอนาคตมันได้ชัดเจน ส่วนใหญ่มันก็ถูกสะท้อนผ่านราคาหุ้นไปหมดแล้วเช่นกัน


เขายกตัวอย่างหุ้น AMZN ที่เคยเทรดในช่วงปี 1997 ในตอนนั้นก็ไม่มีใครรู้อนาคตเช่นกันว่า Amazon จะกลายเป็นค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก กระทั่งนักวิเคราะห์ยังบอกว่าบริษัทไม่มีทางทำเงินได้หรอก แต่ถึงแม้เขาจะไม่รู้อนาคตแบบชัดเจน เขาก็ยังทำกำไรจากมันได้




 Q  จะรู้ได้ยังไงว่าพื้นฐานเปลี่ยน


สำหรับหุ้นเติบโต คุณมิเนอร์วินีจะให้ความสำคัญกับผลกำไร ยอดขาย อัตรากำไรต่างๆ และรวมถึงชาร์ทราคาหุ้น ทั้งสองอย่างนี้ต้องสอดคล้องกัน อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะพื้นฐานมันดี แต่พฤติกรรมราคาไม่ได้ดีเหมือนพื้นฐานแม้แต่น้อย เพราะมันอาจมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังที่เราไม่รู้




 Q  ช่วยแนะนำวิธีการซื้อตอนย่อตัวในหุ้นขนาดเล็กหน่อย


ในข้อนี้คุณมิเนอร์วินีไม่ได้บอกเทคนิคการซื้อตอนย่อตัวเท่าไหร่นัก เขาบอกแต่เพียงว่าชอบซื้อหุ้นตัวเล็กมากกว่าหุ้นตัวใหญ่ ถ้าซื้อหุ้นอย่าง Coca-Cola ที่มีนักวิเคราะห์ติดตามทั่วโลก มันยากมากที่ราคาจะเกิดการเคลื่อนไหวแบบมีนัย แต่ถ้าซื้อหุ้นตัวเล็กซึ่งไม่มีใครติดตาม ผลกำไรของกิจการที่เพิ่มขึ้นไม่กี่ล้านเหรียญ ก็ทำให้ราคาวิ่งไกลได้




 Q  เวลาเทรดหุ้นตัวเล็ก คุณได้ปรับวิธีการไหม


หุ้นตัวใหญ่จะมีความผันผวนของราคามากกว่า ในขณะที่หุ้นตัวเล็ก หากเรากำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 8-10% ราคามักจะไม่ลงไปถึงจุดนั้นแล้วปรับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ การเป็นที่จับตาของคนหมู่มากจึงทำให้ราคาเหวี่ยงได้ง่ายกว่า


คุณมิเนอร์วินียังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าจุดตัดขาดทุนของเราที่ 8-10% เอาไม่อยู่ (ผิดทางบ่อยๆ) เป็นไปได้ว่าเราอาจมีปัญหาในการเลือกหุ้นที่ถูกต้อง




 Q  คุณคิดว่าถ้ามีคนเทรดด้วยวิธีการแบบเดียวกับคุณมากๆ จะเป็นอย่างไร


หนังสือ CANSLIM ฉบับภาษาไทย ที่คุณวิลเลียม โอนีล แบ่งปันระบบการลงทุนแบบ CANSLIM ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการลงทุนในแบบของคุณมิเนอร์วินี

   สั่งซื้อสินค้า   


มันอาจจะมีความเสี่ยงของราคาในระยะสั้นถ้ามีคนเทรดตามเขาสักหลักร้อยคน แต่ถึงแม้หลายคนจะรู้วิธีการของคุณมิเนอร์วินีแบบละเอียด เขาก็เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะมี "วินัย" พอที่จะทำตามได้อยู่ดี เขายกตัวอย่างคุณวิลเลียม โอนีล กับระบบ CANSLIM แม้เขาจะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านนับล้าน วิธีการดังกล่าวมันก็ยังใช้ได้ผลอยู่ดี




 Q  ถ้ามีสิ่งเดียวจากหนังสือ (Think & Trade Like a Champion) ที่คุณจะบอกผู้อ่านได้ คุณจะบอกอะไร


จงเชื่อมั่นในตัวเอง ทำตามแผน มั่นคงและอย่ายอมแพ้

 

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน