Pain + Reflection = Progress เหตุที่คนเริ่มเล่นหุ้นมักขาดทุนก่อนเสมอ

Last updated: Jun 2, 2019  |  1896 จำนวนผู้เข้าชม  |  หุ้นและการลงทุน


ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่รวมทั้งความหวัง ความฝัน และความเชื่อต่างๆ มากมาย ทุกคนล้วนเข้ามาด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ "กำไร" ที่ตลาดหุ้นพร้อมมอบให้เสมอกับนักลงทุนที่เลือกหุ้นได้ถูกตัวและถูกเวลา คนที่เริ่มต้น อาจมีทั้งไม่ได้เตรียมตัวมาเลยและคนที่เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ส่วนมากแล้วก็มักจะขาดทุนในช่วงแรกๆ เสมอ ราวกับเป็นการ "รับน้อง" ที่นักลงทุนทุกคนต้องพานพบ


การขาดทุนในตอนเริ่มเล่นหุ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำที่เราต้องขาดทุนบ้างเพื่อให้ได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง หรือบางคนอาจจะเข้ามาแล้วทำกำไรได้เลย แต่สุดท้ายก็ต้องคืนกำไรเหล่านั้นให้กับตลาด


เพราะความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และนี่คือหลักคิด Pain + Reflection = Progress ของคุณ Ray Dalio ที่สามารถเอามาประยุกต์ใช้ในการลงทุนได้เป็นอย่างดี




เจ้าของเฮดจ์ฟันด์
ที่กำไรมากที่สุด


ภาพลักษณ์ตามสื่อต่างๆ อาจจะให้น้ำหนักกับความสำเร็จของคุณเรย์ ดาลิโอ ในฐานะที่เป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดและมีกำไรมากที่สุดในโลก (พร้อมกับเป็นผู้เขียนหนังสือ Principles ที่วางจำหน่ายเป็นภาษาไทยไม่นานนี้) แต่ในช่วงที่เขาเป็นมือใหม่หัดขับเมื่อหลายสิบปีก่อน คุณดาลิโอก็เปรียบได้กับ "เม่า" แต่เป็นเม่ารายใหญ่ที่มีเงินหนากว่าและมีคนติดตามมากกว่าปกติ


ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นราวๆ ปี 1982 เมื่อเขาทำนายว่าการล่มสลายทางเศรษฐกิจของเม็กซิโกจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐโดนหางเลขตามไปด้วย แต่เขาไม่ได้ทำนายอย่างเดียว คุณดาลิโอยังเปิดสถานะซื้อในทองคำและตั๋วเงินคลังสกุลดอลลาร์สหรัฐอีกต่างหาก ซึ่งทั้งสองสินทรัพย์จะมีราคาสูงขึ้นหากเศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่อย่างที่เขาวิเคราะห์เอาไว้


แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับผิดคาด เม็กซิโกอาจะย่ำแย่อย่างที่คิด แต่สหรัฐอเมริกายังอยู่ดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราคาทองคำและตั๋วเงินคลังที่เขาซื้อไว้ร่วงหล่น แถมตลาดหุ้นยังปรับตัวเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ต่อเนื่องถึง 18 ปี การเดิมพันในครั้งนั้นจึงส่งผลให้คุณดาลิโอหมดเงินไป "มโหฬาร" และกองทุน Bridgewater ของเขาเกือบต้องปิดตัว


ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์ขนาดที่ว่า "ผมสามารถพูดได้ด้วยความมั่นใจอย่างมากเลย เนื่องจากผมรู้ว่าตลาดนั้นทำงานอย่างไร" นอกจากจะเสียเงินเพราะอีโก้ตัวเขื่อง ความมั่นใจที่เสียไปของเขาอาจแพงกว่าเงินหลายเท่านัก นี่คือ "ความเจ็บปวด" ที่เกิดขึ้นไม่ต่างกับเราๆ ท่านๆ ที่ขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น




ฟื้นจากเถ้าถ่าน


แต่ถ้าไม่มีการขาดทุนมหาศาลในครั้งนั้น ก็ไม่อาจมี Bridgewater และคงไม่มีใครรู้จักเขา นับจากวันนั้น คุณดาลิโอเฝ้าถามตัวเองเสมอว่าจะมีวิธีการลงทุนใดบ้างที่สามารถสร้างผลกำไรได้สูงเหมือนหุ้น แต่มีความเสี่ยงที่ต่ำมากราวกับพันธบัตร จนนำมาสู่กลยุทธ์การลงทุนอย่าง Pure Alpha หรือ All Weather ที่ทำเงินได้ปีแล้วปีเล่าจน Bridgewater มีเงินลงทุนกว่า 160,000 ล้านเหรียญ


ย้อนกลับมาที่หลักคิด Pain + Reflection = Progress เราได้เห็นแล้วว่า Pain ของคุณเรย์ ดาลิโอ ค่อนข้างร้ายแรงและเจ็บปวดมากถึงขั้นอยากจะเลิกบริหารกองทุนด้วยซ้ำไป (อ้างอิงจากเนื้อหาในหนังสือ Principles ของเขา) หากเป็นตัวเราเอง Pain ที่เกิดขึ้นก็จะหมายถึงการขาดทุนในหุ้นอย่างหนัก บางคนอาจขาดทุน 20% หรือกระทั่ง 50% และเกือบร้อยทั้งร้อยจะเริ่มมีคำถามกับตัวเอง ควรจะลงทุนต่อดีไหม หรือหันหลังให้ตลาดหุ้นแล้วไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า




วิเคราะห์ตัวเอง


แต่ Reflection คือการคิดทบทวน เราสามารถวิเคราะห์ตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาแค่ไหนว่าจุดใดที่เป็น "ข้อผิดพลาด" หรือ "จุดอ่อน" ของเรา ในกรณีของคุณเรย์ ดาลิโอ จุดอ่อนของเขาคืออีโก้และการวิเคราะห์ทิศทางตลาดที่ไม่ได้เผื่อใจให้กับโอกาสอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นเลย (คิดว่ามันจะต้องเป็นไปตามที่วิเคราะห์เท่านั้น) แต่น้อยคนนักที่จะคิดทบทวนตัวเองอย่างซื่อสัตย์ เราคงเห็นคนไม่น้อยที่โทษทั้งตลาด โทษทั้งเจ้ามือ โทษทั้งโปรแกรมซื้อขาย แต่ไม่โทษตัวเอง หากไม่มีการคิดทบทวนอย่างจริงจัง เราก็จะวนเวียนอยู่ใน Pain แบบไร้ทางออก


เราเพิ่งเริ่มเล่นหุ้น จุดอ่อนของเราก็อาจมาจากความรู้ที่ยังมีไม่มากพอ เช่น ไม่รู้ว่างบการเงินดูยังไง อัตราส่วนทางการเงินตัวไหนที่เหมาะสม ไม่รู้ว่ากราฟราคาแบบนี้บอกอะไร ความแม่นยำของมันคือกี่เปอร์เซ็นต์ หรือเราลงทุนในตลาดมานานแล้วยังขาดทุนอยู่ จุดอ่อนของเราอาจมาจากการบริหารเงินทุนที่แย่ วิธีการที่ใช้ไม่เหมาะกับตัวเราเอง ฯลฯ นี่คือ Reflection หรือการคิดทบทวน




พัฒนาสู่
สิ่งที่ดีกว่า


หากการคิดทบทวนเป็นไปอย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา ความเจ็บปวด + การคิดทบทวน จึงก่อให้เกิด "การพัฒนา" ในที่สุด อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าคุณดาลิโอได้พัฒนากลยุทธ์การลงทุนแบบใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ดีสำหรับ Bridgewater เท่านั้น แต่วิธีการของเขายังทำให้อุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกได้วิวัฒน์ไปอีกขั้น การพัฒนาของเราอาจไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เหมือนเขา แต่ Progress คือการที่เราทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เราไปอยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิม หรือเรียกในชื่อแบบสวยหรูก็คือ "ความสำเร็จ"


สำหรับการลงทุน Progress ที่ว่าอาจหมายถึงกำไรจากการลงทุนที่มากขึ้น ติดดอยน้อยลง ขายหมูน้อยลง ได้กำไรสม่ำเสมอ หรืออาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับเรามากขึ้น เพราะฉะนั้น การที่นักลงทุนส่วนมากจะต้องขาดทุนเมื่อเข้ามาในตลาดจึงเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าไม่มีความเจ็บปวด (Pain) ก็จะไม่ก่อให้เกิดการคิดทบทวน (Reflection) แล้วนำไปสู่การพัฒนา (Progress)


เล่นหุ้นแล้วขาดทุนไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่มันจะผิดหากเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากความเจ็บปวดเหล่านั้นเลย


พบกับหนังสือ Principles ภาคภาษาไทย ได้ที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน