5 Step Process โดยคุณเรย์ ดาลิโอ และการประยุกต์ใช้สู่การเป็นสุดยอดนักลงทุน

Last updated: Jun 22, 2019  |  1393 จำนวนผู้เข้าชม  |  Mindset


5 Step Process เป็นแนวคิดที่คุณเรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เขียนไว้ในหนังสือ Principles ผู้อ่านส่วนใหญ่อาจบอกว่าหนังสือเล่มนีเปรียบได้กับคู่มือการใช้ชีวิตและคู่มือการบริหารจัดการคน แต่ถ้าลองอ่านดูดีๆ จะพบว่ามีเนื้อหาหลายส่วนที่นำไปประยุกต์ใช้ได้มากกว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันเอาไปใช้กับเรื่องของการลงทุนได้อย่างเหมาะเจาะ


5 Step Process ว่าด้วยเรื่องของ 5 ขั้นตอนเพื่อช่วยให้ได้ทุกสิ่งที่ต้องการในชีวิต ประกอบด้วย “เป้าหมาย ปัญหา วิเคราะห์ ออกแบบ และลงมือทำ” ดังแผนภาพในรูป



ซึ่งคุณเรย์ ดาลิโอ ได้อธิบายกระบวนการนี้ไว้ว่า ชีวิตของทุกคนล้วนเริ่มต้นด้วย “เป้าหมาย” อะไรสักอย่าง สมมติว่าผมมีเป้าหมายคือขายหนังสือ Principles แล้วกันครับ เมื่อได้เป้าหมายแล้ว ผมย่อมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งการโฆษณาและการโปรโมทต่างๆ แต่เมื่อลงมือทำไปสักพัก “ปัญหา” หลายอย่างย่อมเกิดขึ้น ในที่นี้อาจจะเป็นการจัดส่งที่ล่าช้าเพราะคนสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก (ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ นะ) ปัญหาเป็นสิ่งที้จะทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ช้ากว่าเดิม และถ้าผมไม่แก้ไขมัน การขายหนังสือก็ไม่มีทางสำเร็จได้


เอาล่ะสิครับ ผมจึงต้อง “วิเคราะห์” อย่างเคร่งเครียดว่าปัญหานี้มันเกิดจากอะไร การจัดส่งที่ล่าช้าครั้งนี้อาจเป็นเพราะทีมงานไม่พร้อมหรือระบบไม่พร้อม เมื่อวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงได้ ก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการ “ออกแบบ” จะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ล่ะ ? ก็ควรเพิ่มรอบการจัดส่งให้ถี่ขึ้น ใช้ระบบการตอบลูกค้าอัตโนมัติ (chat bot) รวมถึงจ้างทีมงานชั่วคราวเพื่อทำให้กระบวนการลื่นไหลมากที่สุด จากนั้นก็ “ลงมือทำ” ตามการออกแบบ เพื่อให้งานหนือเป้าหมายนั้นๆ สำเร็จ




ดูยังไงก็น่าเอามาใช้กับเรื่องการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง


ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าทุกคนเข้ามาลงทุนเพราะมี “เป้าหมาย” คืออยากรวยกันทั้งนัน วาดฝันไว้อย่างยิ่งใหญ่ว่าเรานี่แหละคือบัฟเฟตต์คนต่อไป แต่การลงทุนเป็นเกมที่สนุกตรงที่มันไม่ใช่เกมที่เอาชนะได้ง่ายๆ แม้จะหาหุ้นถูกตัว แต่ซื้อและขายผิดจังหวะไปนิดเดียว เงินในกระเป๋าก็มีสิทธิ์ลอยหายไปในอากาศได้ทุกเมื่อ


ในตอนแรก สมมตินักลงทุนเข้าซื้อหุ้น XXX ที่มีค่า PE ต่ำๆ เพราะมีคนบอกเขาว่า “ซื้อหุ้น PE ต่ำ ไม่มีวันเจ๊งหรอก” แล้ววิธีการดังกล่าวกลับสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนจะเริ่มเกิดความเชื่อว่าวิธีการนี้ได้ผล แต่ "ปัญหา" ก็คือ ไม่ใช่ทุกครั้งที่การซื้อหุ้น PE ต่ำจะสร้างผลกำไรได้ นักลงทุนจะเริ่มพบเจอกับ “ปัญหา” ที่เรียกว่าการขาดทุน อันเป็นปัญหาสามัญที่ใครก็ต้องพานพบ




จุดนี้เองที่เป็นตัวตัดสินชะตาของนักลงทุนคนนั้นว่าจะอยู่หรือไป ถ้าขาดทุนเยอะมากซะจนจิตใจทนไม่ไหว นักลงทุนคนดังกล่าวก็ต้องยอมออกจากตลาดหุ้น แต่ถ้าเลือกจะอยู่ต่อ เราจะเริ่ม “วิเคราะห์” การขาดทุนที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ทำไมการซื้อหุ้น PE ต่ำยังทำให้เราขาดทุนอยู่อีก ซึ่งในที่นี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการซื้อหุ้นที่ไม่มีคุณภาพเท่าไหร่ ราคาหุ้นดูถูกเมื่อวิเคราะห์ด้วย PE เพียงอย่างเดียว แต่คุณภาพกิจการอาจย่ำแย่ชนิดที่ว่าปีหน้าก็จะเจ๊งอยู่แล้ว นอกจากนั้น การเชื่อคนอื่นแบบไม่ไตร่ตรองก็เป็นสาเหตุของปัญหาอีกข้อ เขาบอกว่าซื้อหุ้น PE ต่ำๆ จะไม่มีวันเจ๊ง แต่คำพูดของเขาเชื่อถือได้แค่ไหน เอาอะไรมาพิสูจน์ ทำไมเราถึงเชื่อเขาได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น


ทั้ง “ปัญหา” และการ “วิเคราะห์” คือจุดที่คุณเรย์ ดาลิโอ กล่าวว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างเจ็บปวด การขาดทุนก็เจ็บปวด การวิเคราะห์ปัญหาก็อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ต้องยอมรับว่าตัวเองนั้นโง่เขลาเพียงใด แต่เพราะความเจ็บปวดนี้เอง เราจะเริ่มพัฒนาขึ้นและ “ออกแบบ” แนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก อาจเริ่มเอาวิธีหรือแนวคิดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย เช่น ดูค่า ROE, ดูลักษณะธุรกิจ, วิเคราะห์กระแสเงินสด ฯลฯ เพื่อคัดกรองเฉพาะหุ้นชั้นดี หรือถึงขั้นเก็บข้อมูลทดสอบระบบย้อนหลังเพื่อหาว่างบการเงินส่วนใดที่มีผลต่อราคาหุ้นมากที่สุด แล้ว “ลงมือทำ” ตามการออกแบบที่ได้วางไว้



แต่ในชีวิตจริง 5 Step Process ไม่ได้เรียงลำดับเป็น 1 2 3 4 5 แบบง่ายดายเหมือนในรูป นักลงทุนหลายคนอาจจะมีลำดับขั้นของการพัฒนาเป็น 1 2 3 4 2 3 4 2 3 4 2 3 4 . . . ไปเรื่อยๆ ก็ยังได้ เนื่องจากการออกแบบการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางรู้หรอกครับว่ามันจะได้ผลจริงไหม


ในกรณีของการเลือกหุ้นด้วยค่า PE ต่อให้เราทำการศึกษาข้อมูลมากมาย อ่านหนังสือมาเยอะแยะ ใช้ factor อื่นๆ เข้ามาวิเคราะห์ร่วมด้วย ก็ยังมีโอกาสขาดทุนอยู่ เป็นการวนลูปไปสู่การเจอปัญหา ที่ต้องตามวิเคราะห์และออกแบบกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบเจอหนทางที่ถูกต้อง


จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจึงย้ำนักหนาในเรื่อง money management และ mindset เพราะกว่าที่จะหาวิธีการแก้ไขปัญหาเจอก็อาจเสียเงินไปมากโข money management จะช่วยเราไม่ให้ขาดทุนหนักมากเกินไปเวลาคิดผิด และ mindset จะคอยประคองจิตใจเราไม่ให้เฉาตายไปซะก่อนเวลาทำผิดพลาด




5 Step Process ไม่ได้จบอยู่แค่เพียงเป้าหมายที่วางไว้ตอนแรก เมื่อเป้าหมายหนึ่งสำเร็จแล้ว เป้าหมายสอง สาม สี่ ย่อมตามมาในไม่ช้า ตอนแรกนักลงทุนอาจต้องการเพียงกลยุทธ์ที่พอจะทำกำไรได้บ้าง แต่หลังจากนั้น เราย่อมเจอบางช่วงเวลาที่วิธีการดังกล่าวใช้งานไม่ได้ (ลองนึกถึงกลยุทธ์แบบ VI จ๋าที่ใช้ได้ดีในช่วงปี 2008 แต่จะหาหุ้นได้ยากขึ้นในช่วงที่ตลาดแพง) เราก็จะมีเป้าหมายใหม่ เช่น “ทำให้วิธีการนี้ใช้ได้ในช่วงที่ตลาดไม่เป็นใจ” “ลด drawdown ให้ต่ำที่สุด” “บริหารเงินทุนให้มีประสิทธิภาพที่สุด” ฯลฯ


นักลงทุนอาจรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างเมื่อทำตาม 5 Step Process ในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะในขั้นตอนที่ 2 และ 3 (การพบเจอ “ปัญหา” และ “วิเคราะ” ปัญหานั้น) อย่างที่บอกไปว่ามันคือช่วงที่นักลงทุนต้องยอมรับให้ได้ว่าทุกคนล้วนมีความผิดพลาดและต้องผ่านจุดที่ไม่รู้มาก่อน


นักลงทุนแต่ละคนอาจมีความสามารถในการยอมรับความเจ็บปวดได้ต่างกันออกไป บางคนก็ยอมรับได้มาก บางคนอาจเพิ่งเคยผิดพลาดจนจิตตกไปหลายวันก็มี แต่เชื่อเถอะว่า ผลลัพธ์จากกระบวนการ 5 Step Process มันช่วยให้เราก้าวหน้าไปได้มากทีเดียว


ถ้าไม่เจ็บปวดแล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไร


Principles ภาคภาษาไทย

   สั่งซื้อสินค้า   

 

 

 

 

 

ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ FACEBOOK, LINE, WEBSITE

INVESTING.in.th — Happy Investing
ร้านหนังสือของนักลงทุน