ทำไมเราไม่มีทางรู้ ว่าเมื่อไหร่ตลาดหุ้นจะพัง

Last updated: Feb 19, 2020  |  ตกผลึกหนังสือ

 

โดย James Montier ผู้จัดการกองทุนและนักการเงินเชิงพฤติกรรมระดับโลก


ในวิกฤตปี 2008 ได้ถูกนิยามว่าเป็นวิกฤตที่ถูกคาดการณ์มากที่สุด ผู้รู้ทั้งหลายพากันประสานเสียงถึงอันตราย ผู้ว่าการธนาคารกลางบางคนก็เตือนถึงปัญหาสินเชื่อที่ไม่มีมาตรฐาน แม้แต่โรเบิร์ด ชิลเลอร์ ก็ยังตีพิมพ์หนังสือ "เอาชนะฟองสบู่ หยั่งรู้สัญญาณตลาดล่ม" อีกครั้งเมื่อปี 2005 เพื่อย้ำถึงปัญหาของสินเชื่อที่อยู่อาศัย

แต่คำถามคือ อะไรที่ทำให้เรามองไม่เห็นความประหลาดใจ (หรือฟองสบู่แตก) ที่ดูเหมือนจะคาดการณ์ได้ไม่ยาก?



ประการแรก การมองโลกในแง่ดีเกินไป (over optimism)

ลองให้ใครสักคนทำแบบทดสอบเกี่ยวกับปริมาณการดื่มเหล้า ความรัก หรือความสามารถในการทำงาน พวกเขาล้วนประเมินตนเองดีกว่าค่าเฉลี่ย คนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะมองเฉพาะด้านดี ทำให้เรามองไม่เห็นเรื่องที่ไม่คาดคิด



ประการที่ 2 ภาพลวงตาของการควบคุม (Illusion of Control)

ความเชื่อที่ว่าเราสามารถควบคุมผลที่จะเกิดจากเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เราใช้ตัวแปรทางการเงินมากมายมาวัดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤต เพียงแค่ใช้ตัวเลขก็ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยได้ แต่ก็อย่างที่เราเห็นตอนปี 2008 มันเป็นภาพลวงตาว่าเราควบคุมสิ่งต่างๆ ได้



ประการที่ 3 อคติจากการเข้าข้างตัวเอง (self-serving bias)

มันคือความปรารถนาภายในที่จะแปลข้อมูลและแสดงออกในแนวทางที่สนับสนุนหรือสอดคล้องกับความต้องการของตัวเราเอง เหมือนที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ "อย่าถามช่างตัดผม หากคุณต้องการตัดผม" หากคุณเคยเป็นผู้บริหารความเสี่ยงในปี 2006 และให้คำแนะนำว่าสัญญาเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (ซึ่งในเวลาต่อมามันทำให้เกิดวิกฤต) น่าจะมีปัญหา คุณอาจถูกไล่ออกแล้วถูกแทนที่ด้วยผู้บริหารความเสี่ยงคนอื่นที่ยินดีจะทำธุรกรรมแบบเสี่ยงๆ

หรืออีกตัวอย่างคือฟองสบู่ธุรกิจดอทคอมในช่วงปี 2000 มีนักวิเคราะห์ไม่น้อยให้คำแนะนำแก่ลูกค้าว่า "เราคิดว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงคงมีไม่มาก" แต่ในรายงานภายในกลับเขียนว่าหุ้นตัวนี้ "แย่มาก ไม่มีค่าเลย"

เมื่อไหร่ก็ตามที่คนจำนวนมากกำลังทำเงินหรือกำไรได้มหาศาล มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถอยออกมาและชี้ข้อบกพร่องในการกระทำของตัวเอง



ประการที่ 4 การไม่มองการณ์ไกล (myopia)

คือการเน้นหรือสนใจระยะสั้นมากเกินไป การไม่มองการณ์ไกลสามารถสรุปได้ด้วยการสวดอ้อนวอนของนักบุญท่านหนึ่งที่กล่าวว่า "พระเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากมลทินด้วยเถิด แต่รออีกแปปนะ" ขอปีที่ดีอีกสักปี ได้โบนัสเพิ่มอีกครั้ง แล้วข้าพเจ้าสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเสี่ยงๆ และทำแต่ความดีแทนที่จะทำงานด้านการเงิน


ประการที่สุดท้าย การมองไม่เห็นเนื่องจากความไม่สนใจ (Inattentional Blindness)

พูดตรงๆ ก็คือ เราไม่คาดหวังที่จะพบเห็นสิ่งที่เราไม่ได้มองหา มีอยู่การทดสอบหนึ่งได้ทดลองฉายวิดีโอการแข่งบาสเกตบอลสั้นๆ ของสองทีม โดยทีมหนึ่งอยู่ในชุดสีขาว และอีกทีมอยู่ในชุดสีดำ คุณจะต้องนับว่าทีมชุดขาวส่งลูกบอลระหว่างผู้เล่นในทีมกี่ครั้ง แต่พอฉายวิดีโอไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็มีคนใส่ชุดกอริลลาเดินเข้ามาในสนาม ทุบอกตัวเอง แล้วเดินออกไป

เมื่อดูคลิปจนจบ คุณจะถูกถามว่าพวกเขาส่งลูกระหว่างผู้เล่นในทีมกี่ครั้ง ทุกคนตอบได้ จากนั้นก็ถามอีกว่าคุณเห็นอะไรผิดปกติหรือเปล่า ปรากฏว่ามีคนไม่เห็นกอริลลาประมาณ 60%! และเมื่อนักวิจัยเปิดคลิปให้ดูอีกครั้ง คนมักจะบอกว่าเขาโดนสลับคลิป และเชื่อว่าคลิปแรกนั้นไม่มีกอริลลา

ผมคิดว่าคงมีบางสิ่งที่เหมือนกันเกิดขึ้นในแวดวงการเงิน กล่าวคือ นักลงทุนมัวแต่ดูรายละเอียดและสิ่งรบกวนทั้งหมด และลืมที่จะดูภาพใหญ่


 

จากหนังสือ  พฤติกรรมและจิตวิทยาการลงทุน

สั่งซื้อหนังสือที่ช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น
"พฤติกรรมและจิตวิทยาการลงทุน" 
ได้ที่  http://bit.ly/2I6UdGV

 ลดพิเศษ 15% 

สั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นเพิ่มเติมได้ที่
www.INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน