ดีลธุรกิจหลักล้านของบัฟเฟตต์ ที่ใช้เพียงการจับมือกันง่ายๆ

Last updated: Nov 13, 2020  |  ตกผลึกหนังสือ

 

ดีลธุรกิจหลักล้านของบัฟเฟตต์ ที่ใช้เพียงการจับมือกันง่ายๆ
"บางครั้งดีลที่ดีเกิดจากความเชื่อใจที่มีต่อกัน"

 

"วันหนึ่งในปี 1983 วอเร็น บัฟเฟตต์ เดินเข้าไปในร้าน Nebraska Furniture Mart (NFM) ซึ่งในเวลานั้นยอดขายโดยรวมของร้านเท่ากับ 88.6 ล้านเหรียญ

บัฟเฟตต์บอกกับ โรส บลัมคิน หรือคุณนายบี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านว่าเขาต้องการจะซื้อร้านแห่งนี้ "ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายที่มีลูกๆ หลานๆ มายุ่งกับการบริหารงานของฉัน" เธอเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังในภายหลัง

"ดังนั้นฉันจึงคิดว่า ฉันจะขายกิจการและเขาก็จะกลายเป็นเจ้านาย เด็กๆ จะได้ไม่มากวนใจฉันอีก"



การซื้อกิจการครั้งนี้ ไม่มีแม้แต่การตรวจสอบบัญชีหรือสินค้าคงคลัง บัฟเฟตต์กล่าวว่า "เธอบอกผมเพียงว่าไม่มีหนี้ มีเงินสดในธนาคารอยู่เท่าไหร่ และจับมือผม"

จากการจับมือกันครั้งนั้น เขากล่าวในภายหลังว่า "ผมได้คำสัญญาของเธอที่น่าเชื่อถือยิ่งกว่าผู้สอบบัญชีที่มีชื่อเสียงแปดคนเสียอีก มันเหมือนผมดีลกับธนาคารกลางอังกฤษเลย"

ต่อมาบัฟเฟตต์ได้เปิดเผยกับลูอี้ ลูกชายของคุณนายบีว่าบางครั้งเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษแปร่งๆ ของแม่เขาเหมือนกัน เพราะคุณนายบีไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งลูอี้ตอบว่า "ไม่ต้องห่วง เธอเข้าใจทุกอย่างที่คุณพูด"



แม้คุณนายบลัมคินจะกล่าวในภายหลังว่าบริษัทมีมูลค่า 100 ล้านเหรียญ แต่เธอตกลงขายร้อยละ 90 ของบริษัทให้แก่บัฟเฟตต์ในราคา 60 ล้านเหรียญ

เมื่อถึงเวลาเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ คุณนายบลัมคินเพียงแต่ทำเครื่องหมายง่ายๆ ลงไปบนกระดาษ เธอไม่เคยหัดอ่านหรือเขียนหนังสือมาก่อนด้วยซ้ำไป

และเมื่อบัฟเฟตต์ส่งมอบเช็คให้เธอ เธอพับเก็บและพูดว่า "คุณบัฟเฟตต์ เรากำลังจะเอาคู่แข่งของเราเข้าเครื่องบดเนื้อ" ด้วยความเรียบง่ายและรวดเร็วเช่นนี้ ค่าธรรมเนียมสำหรับงานด้านกฎหมายและงานบัญชีของการซื้อกิจการ NFM จึงมีเพียง 1,400 เหรียญเท่านั้น

ดีลธุรกิจครั้งนี้ถูกกว่าและเร็วกว่าการซื้อบ้านดีๆ สักหลังเสียอีก



ในจดหมายจากประธานถึงผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ในปี 1983 บัฟเฟตต์อธิบายถึงเหตุผลที่้ซื้อ NFM โดยเขาเขียนไว้วา

"มีคำถามหนึ่งที่ผมถามตัวเองอยู่เสมอในการประเมินมูลค่าธุรกิจก็คือ ผมต้องการอะไร สมมติผมมีเงินทุนมากมายและมีบุคลากรที่มีความสามารถ หากจะต้องแข่งขันกับ NFM ผมคงเลือกไปสู้กับหมีดีกว่าที่จะแข่งกับคุณนายบีและลูกหลานของเธอ

พวกเขาซื้อสินค้าอย่างชาญฉลาด บริหารงานด้วยต้นทุนที่ต่ำจนคู่แข่งรายอื่นๆ นึกไม่ถึง และพวกเขาก็ส่งผ่านค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้นี้ให้กับลูกค้า มันเป็นธุรกิจในอุดมคติด้วยการสร้างมูลค่าพิเศษแก่ลูกค้า ซึ่งในที่สุดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์มากมายคืนแก่เจ้าของ"



เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า "ทายาทของครอบครัวบลัมคืนจะรับงานต่อกันเป็นช่วง ลูอี้ บลัมคิน ลูกชายคุณนายบี ขึ้นเป็นประธานบริษัทของ NFM มาหลายปี และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าจะเป็นคนซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่างๆ ที่ฉลาดที่สุดในประเทศ

ลูอี้บอกว่าเขามีครู่ที่ดีที่สุด และคุณนายบีก็บอกว่าเธอมีนักเรียนที่เก่งที่สุด เขาถูกทั้งคู่

ลูอี้และลูกชายของเขาสามคนต่างได้รับความสามารถทางธุรกิจของคุณนายบลัมคิน มีจริยธรรมในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ อุปนิสัย

และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาเป็นคนดีจริงๆ เราดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับพวกเขา"

จากหนังสือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซีอีโอ


สั่งซื้อหนังสือ ผ่าประสบการณ์ของซีอีโอที่ทำงานกับบัฟเฟตต์มาตลอดทั้งชีวิต


"วอเร็น บัฟเฟตต์ ซีอีโอ"
ได้ที่ https://bit.ly/2HAN0Ag



สั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นเพิ่มเติมได้ที่
www.INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน