หนึ่งครั้งกับการขายหมู DELTA สู่ 5 บทเรียนแก่ผู้จาริกแสวงบุญหุ้นหลากเด้ง

Last updated: 2020-12-28  | 


สรุปแบบรวบรัด 2 นาที

  • ผมเลือกซื้อหุ้น Delta ตอนนั้น จากการใช้กราฟผสมกับปัจจัยพื้นฐานในการเข้าซื้อ โดยซื้อที่ราวๆ 46 บาท แล้วก็ขายไปตอนช่วงตลาด Panic จนต้องล้างพอร์ตเพื่อโหลดกระสุนใหม่ ขายแถว 39 บาท
  • จากนั้นพอรู้สึกตัวอีกที เจ้าสามเหลี่ยมก็ราคาไปที่ 60 บาทแล้ว จนทำให้เกิดอาการองุ่นเปรี้ยวจนพลาดหุ้นหลากเด้งไป
  • สิ่งที่ผมใช้พิจารณาเป็นเรื่องของมูลค่า Asset เทียบกับ Market Cap โดยผมสร้างอินดิเคเตอร์ที่ชื่อว่า Asset Line ขึ้นมา, Chart Pattern เป็นเส้นกด
  • สถานะความเป็น Zero Debt Company, ความนิ่งของ Gross Profit Margin , รายได้และการทำกำไรให้ส่วนของเจ้าของ (ROE) ในระดับหัวตารางของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  • ตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ (อดีตหุ้น SET100 ที่ถูกหลงลืม), Free Float อันน้อยนิด เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ อย่าง KCE HANA (ข้อนี้คือหัวใจในการเลือกเลย เพราะ Delta มี Float น้อยสุดในกลุ่ม)
  • ดังนั้นแล้วสิ่งที่ผมจะสื่อสารได้เป็นการซื้อโดยใช้งบและเทคนิคตัดสินใจหรือเป็นแบบ Hybrid เท่านั้นเองครับ เรื่องเกร็ดว่า Delta เขาทำอะไร ผมเชื่อว่าทุกท่านสามารถหาอ่านได้แน่นอนครับ

 

บริษัท Delta สำหรับผมแล้วนับว่าเป็น 1 ในบริษัทที่น่าสนใจมากถึงมากที่สุดในหมวดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นตัวที่ผมกล้าที่จะถือจนรับเงินปันผลเลยครับ จนได้รับใบปันผลส่งมาถึงบ้านในรูปนี้เอง แต่ก่อนหน้าที่ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้ ผมเห็นอะไรในหุ้นตัวนี้บ้าง มาอ่านกันครับ

 

1) Asset Line

Asset Line เป็นเส้นอินดิเคเตอร์ที่แสดงค่าสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท หาได้จากการนำเอาตัวเลข Total Asset/จำนวนหุ้นทั้งหมดที่จดทะเบียน อินดิเคเตอร์ Asset Line ตัวนี้เป็นอินดิเคเตอร์ที่ผมเขียนขึ้นเอง ว่าหุ้นตัวที่ผมดูอยู่นี้ ตลาดเขาให้คุณค่ามากขนาดไหน หากหุ้นตัวนั้นมีการเทรดที่ระดับ Market Cap. เหนือกว่าเส้น Asset Line แล้ว นั่นย่อมหมายความว่าผู้คนในตลาดยอมซื้อขายมากกว่าคุณค่าของทั้งบริษัทนั่นเอง

ผมชอบใช้ Asset Line ในการทำวิจัยส่วนตัวเกี่ยวกับหุ้นนำตลาดทั้งหลาย ผมพบว่าหุ้นที่มีระดับ ROE สูง หรือแม้แต่หุ้นยอดนิยมต่างๆ ล้วนแล้วเทรดเหนือกว่าเส้นนี้มากนัก แม้คุณจะไม่มีอินดิเคเตอร์นี้ แต่ผมอยากคุณลองเปิดดูหุ้นยอดนิยมอย่าง CPN AOT GULF BGRIM CPALL HMPRO INTUCH ADVANC  ล้วนแล้วแต่ถูกเทรดที่ Market Cap. เหนือกว่าสินทรัพย์ของตัวเขาเองทั้งสิ้นเลยครับ

 

แล้ว Delta เกี่ยวอะไรกับ Asset Line ด้วย?



จากรูปที่เห็นในรูปนี้ เราพบว่า จุดซื้อที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อหุ้น Delta นี้มีเพียงแค่โซนเดียวเท่านั้นครับ นั่นคือ ใต้เส้น Asset Line นั่นเอง จุดซื้อครั้นอดีตกาลนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงปี 2012 นั่นเองครับ แล้วตอนช่วงปลายปี 2019 ผมเห็นราคาเขาก็อยู่ตรงแถวนี้เหมือนกัน เลยน่าสนใจจับจุดเข้าซื้อไม่เลวครับ

สำหรับจุดที่ผมซื้อนั้น ผมซื้อนั้นอยู่ตรงช่วงเกือบๆ เดือนธันวาคมครับที่ราคา 45.50 บาท กับช่วง 46.00 บาท ตรงส่วนนี้ผมยังตีเส้น Trendline ขากดเตรียมไว้ด้วยครับ เลยถือโอกาสกดซื้อเก็บไว้ก่อนที่เขาจะ Break ไปครับ โดยลึกๆ แล้วเราควรซื้อตอนช่วงที่หุ้น Confirm เป็นขาขึ้นแล้วเท่านั้น ตรงจุดนั้นผมยอมรับเลยครับ ว่าผมแหกกฎสำหรับเทรดเดอร์สาย Technical ในข้อนี้ แต่กระนั้นแล้ว เนื่องจากผมกลัวว่าหุ้นจะ Break ไปก่อนด้วยครับ ผมเลยต้องซื้อก่อนที่จะไม่ได้ซื้อนั่นเองครับ (คงคิดว่ามันคงไม่มาต่ำว่า Asset Line แล้ว) 



สำหรับจุดขายของผม ผมต้องขายไปในวันที่ตลาด Panic เป็นแท่งแดงยาวแท่งนั้นเองครับ และที่น่าละอายไปอีกคือ หลังจากนั้นราคาหุ้นลงตกไปอยู่ใต้ Asset Line ด้วย ผมก็ยังไม่มาซื้ออยู่ดีครับจาก Sentiment ตลาดในช่วงนั้น ทั้งความกดดันต่างๆ ที่ไม่เห็นเค้าดี กอปรกับผมอยากเน้นไปในตัวหุ้น Defensive มากกว่านี้ ผมเลยไม่ได้จับตา Delta ตัวนี้อีกต่อไป จนผมมาเห็นอีกทีก็ตอนที่เขาราคา 60 บาทแล้วครับ พอเห็นแบบนั้นก็เกิดอาการองุ่นเปรี้ยวขึ้นมา เลยไม่เข้าซื้อเขาอีกเลย

(อีกส่วนหนึ่งคือตอนนั้นผมดันชอบ HANA กับ KCE มากกว่าด้วยน่ะครับ ผมคิดว่า UPSIDE ของ Kce น่าจะมากกว่า DELTA ส่วน HANA นั้นคงให้ปันผลที่ดีกว่า ด้วยมิติที่ต่างกันนี้ ผมเลยกระจายไปใน 2 ตัวนี้แทน)

 

 

2) Zero Debt Company 

สำหรับจุดต่อมาที่ทำให้ผมสนใจใน DELTA คือการที่เขาเป็น Zero Debt Company ครับ ตอนนั้นเองที่ช่วง Trade War มีความเข้มข้นมาก ผมเลยคิดว่าคงจะดีกว่าหากเราได้บริษัทที่มีความแข็งแกร่งในการแข่งขันได้คงดีไม่น้อย ซึ่งตอนนั้นเองที่ผมพบว่าหุ้นกลุ่ม Electronic ที่พอมีเงื่อนไขใช้ได้แบบนั้นมีตัวไหนบ้าง ก็พบว่ามี Delta กับ HANA นี่แหละครับ ที่มีเงินสดมากกว่าหนี้สินต่างๆ 



ด้วยความแข็งแกร่งของ Delta ในระดับที่เป็น Zero Debt Company หรือบริษัทที่แทบไม่มีหนี้สินพันตัวนี้แล้ว มันเสมือนกับว่าผมได้ซื้อบริษัทนั้นโดยได้เครื่องผลิตเงินออกมาโดยไม่ต้องจ่ายหนี้สินอะไรอีกเลยครับ พูดง่ายๆ คือ ถ้าหากมีเงินสดกลบหนี้หมดแล้ว ขอแค่เราซื้อให้ราคาต่ำเท่าไรก็ยิ่งดี หากในอนาคตบริษัทนั้นจะสามารถสร้างกำไรตอบแทนกลับมาสู่เราได้ครับ

 

 

3) Gross Profit Margin อันเสถียร 

สำหรับผมแล้ว ผมชอบการที่ Delta มีการคุม Gross Profit Margin ที่ดีใช้ได้เลยครับ จากผลงานในอดีตเขาสามารถคุมให้ GPM ได้แถว 20% ได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กรอบการแกว่งเขาอยู่ที่ระดับ 20-30 เพียงเท่านั้น เว้นแต่ช่วงปีที่ผ่านมาเท่านั้นที่วิ่งอยู่ที่ 19% แต่ถ้าหากดูเทียบกับเพื่อนๆ ในอุตสาหกรรมแล้ว คุณอาจจะสบายใจได้ครับ

 

 

4) การมีรายได้และอัตราการทำกำไรต่อส่วนของเจ้าของในระดับหัวตาราง

ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ ว่าอัตราการทำกำไรส่วนของเจ้าของ หรือ ROE นับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการวัดว่าบริษัทนั้นทำผลตอบแทนกลับมาให้ผู้ถือหุ้นได้มากขนาดไหน ยิ่งบริษัทใดทำ ROE ได้สูงและเสถียรหลายๆ ปีบริษัทนั้นก็ย่อมได้รับความนิยมมีผู้อุดหนุนมากเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้คงเป็นเหล่ากองทุน และนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าอย่างถึงที่สุด  

 

5) ตำแหน่งหุ้นใน SET100 ที่ถูกลืม

จากการทำ Tender จากบริษัทแม่ และ Float ของหุ้นสำหรับ DELTA นั้น เขาจะมีความแตกต่างระหว่างเพื่อนๆ ของเขาตรงที่มีช่วงหนึ่งตอนปี 2018 เขามีเหตุการณ์พิเศษที่มีการทำ Tender จากทางบริษัทแม่ของ Delta เขาทำให้ช่วงหนึ่งเขาถูกถอดออกจากรายชื่อในหุ้น Set100 แต่กระนั้นแล้วผมก็ยังใส่เขามาในหุ้นทำการบ้านของผมอยู่เสมอน่ะครับ แต่ถึงกระนั้นผมก็แอบหวังลึกๆ ว่าเขาได้เข้ามาใน Set100 ครั้งหนึ่งแล้ว สักวันเขาคงกลับมาได้นั่นแหละ และเมื่อเขากลับมาเทรดเหมือนเดิมยังไงก็น่าจะมีแรงซื้อจากสถาบันและรายใหญ่เป็นแน่แท้ 

ซึ่งนั่นจะเชื่อมโยงกับสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเลือก Delta จากกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นั่นคือเรื่องของ Free Float นั่นเองครับ ผมเลือก Delta นี้จากการที่เขามี Free Float น้อยนั่นเองครับ ปัจจัยหลักที่ช่วยให้ผมเลือกหุ้นตัวนี้ เรื่องของ Zero Debt Company กับเรื่องของ Free Float เป็นปัจจัยในการเลือกซื้อหุ้นของเขา โดยผมได้วิจัยส่วนตัวแล้วพบว่ายิ่งหุ้นไหนมี Free Float ที่ต่ำ การที่เราจะเป่าราคาหุ้นให้วิ่งไปแล้วย่อมง่ายกว่าการที่หุ้นใด มี Free Float มากด้วย 

สำหรับ Delta นั้นมี Free Float อยู่ที่ราวๆ ไม่เกิน 30% ครับ ส่วน HANA และ KCE ทั้งคู่ล้วนมี Free Float อยู่ที่ 50% สำหรับเรื่อง Free Float หากถามว่าเท่าไรจึงมาก เท่าไรจึงน้อย ผมว่าตัวเลขสักไม่เกิน 35% จะดีมากเลยครับ

 

 

สรุปรวบยอด

  • สำหรับผมแล้ว การที่จะลงทุนในหุ้นให้ได้ผลตอบแทนที่ดีมีอยู่ 2 มิติครับ นั่นคือมิติทางด้านคุณค่า และมิติทางด้านราคา
  • มิติทางด้านคุณค่านั่นคือ การที่เราลงทุนหุ้นตัวนี้แล้ว เราจะได้เงินตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลได้ขนาดไหน เราสามารถซื้อได้ตรงช่วงไหนของราคาหุ้น สำหรับหุ้นหมวด Commodity นี้ ยิ่งราคาหุ้นถูกเท่าไร ผมว่าก็ยิ่งดี แต่กระนั้นแล้วหุ้นตัวนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าต้องสามารถอยู่ต่อไป หรือเป็น Last Man Standing ในอุตสาหกรรมนั้น
  • การที่เราเป็นเจ้าของในราคาถูกแล้ว ก็ส่งผลต่อการได้รับเงินปันผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามมาด้วย
  • มิติทางด้านราคา นอกจากการลงทุนแล้วได้เงินปันผลตอบแทนเป็น Passive Income ทุกๆ ปีแล้ว การที่ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ นี้จะช่วยให้เรานอนหลับได้สบายมากขึ้น เราไม่ต้องกังวลอะไรมากมาย
  • ถึงหุ้น DELTA นี้ ผมซื้อเขาเพราะปัจจัยด้าน Free Float, Zero Debt Company และการมี Profit Margin ที่เสถียร 3 ข้อนี้เป็นปัจจัยหลักครับ ส่วนปัจจัยด้านรายได้กับ ROE นี้ผมมองว่าเป็นปัจจัยที่สามารถสนับสนุนจูงให้เหล่าสถาบันกับรายใหญ่เข้ามาสนใจหุ้นตัวนี้ โดยเฉพาะการอยู่นอก Set100 ย่อมเป็นม้านอกสายตาที่ดึงดูดคนด้วย
  • แล้ว KCE กับ HANA ไม่ดีหรือ สำหรับผม KCE เขามีเสน่ห์ตรงที่เขาสามารถผลักดันศักยภาพ ROE ได้เหนือกว่ากลุ่มได้ กับ HANA เขามีข้อดีตรงที่บริษัทเป็น Zero Debt Company ที่มีการจ่ายเงินปันผลระดับ 5% มาตลอดหลากหลายปี ทั้ง 2 ตัวนี้มีปัจจัยที่ไม่ได้ด้อยกว่า DELTA เลย หากแต่เพียง DELTA มี Free Float ต่ำกว่าเท่านั้น 

 

สำหรับตอนนี้แม้ผมจะไม่ได้ถือหุ้น DELTA แล้ว แต่ผมสามารถบอกท่านได้ ว่าผมเคยสนใจหุ้นนี้เพราะอะไร การถือหุ้นจนได้เงินปันผลนับว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลย แต่คงจะดีกว่านี้หากได้เขามาถือครองจนเติบใหญ่ จนได้ตอบรับแนวคิดว่าเราเลือกคนถูกผมวาดหวังถึงมิตรสหายทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ หากท่านได้ซึมซับสิ่งที่ผมคิดตอนซื้อหุ้นแต่ละตัวแบบนี้คงดีไม่น้อย การสกัดสิ่งที่ผมใช้ในการเลือกหุ้นนี้ คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ