เมื่อเด็กม.ต้นเลือกหุ้น ได้ดีกว่านักลงทุนมืออาชีพ

Last updated: 2021-01-13  | 


"เมื่อเด็กม.ต้นเลือกหุ้น ได้ดีกว่านักลงทุนมืออาชีพ"
[การลงทุนที่ดีอาจเป็นเรื่องง่ายเสียจนคาดไม่ถึง]

หากใครที่ได้ติดตามอ่านหนังสือของ ปีเตอร์ ลินซ์ ทั้งสามเล่ม (เหนือกว่าวอลสตรีท, ตีแตกวอลสตรีท, เรียนหุ้นกับ ปีเตอร์ ลินซ์) จะรู้ว่าหนึ่งในแนวคิดที่คุณลินซ์เชื่อถือมาเสมอก็คือ ไม่ว่าใครก็สามารถลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ ด้วยการเลือกหุ้นแบบ "มือสมัครเล่น"

นั่นก็เพราะว่า ตลอดเวลาที่เขาบริหารกองทุน Fidelity Magellan เป็นเวลากว่า 13 ปี หุ้นหลายตัวที่กลายเป็นหุ้น 10 เด้ง ก็มาจากการเลือกหุ้นง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ อย่างเช่น การเดินไปสำรวจในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือลองไปใช้บริการร้านค้าต่างๆ

แต่หลังจากที่เขาถ่ายทอดแนวคิดนี้ลงในหนังสือเล่มแรก (เหนือกว่าวอลสตรีท) ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเลือกหุ้นชั้นดีด้วยวิธีการแบบง่ายๆ ยังไงคนที่จบสายการเงินมาโดยตรง หรือมีความรู้เรื่องงบการเงินมากกว่าก็ย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว

บางคนถึงขั้นกล่าวด้วยซ้ำไปว่า "หุ้นสิบเด้งของปีเตอร์ ลินซ์ มันก็เป็นแค่เรื่องลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ"

ด้วยเหตุนี้เอง คุณลินซ์จึงเริ่มทำการทดลองบางอย่างในโรงเรียนมัธยม เซนต์ แอ็กเนส โดยให้เด็กมัธยมต้นมาแข่งเลือกหุ้นแข่งกับผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ



วิธีการทดลองก็ไม่ยาก เพียงแค่ให้เด็กม.ต้นจากโรงเรียน เซนต์ แอ็กเนส แบ่งกลุ่มกันกลุ่มละ 4 คน โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับเงินทุนจำลอง 250,000 เหรียญ เพื่อแข่งกันว่ากลุ่มไหนจะลงทุนในหุ้นแล้วได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ระยะเวลาแข่งขันคือตั้งแต่ปี 1990-1991

โดยหุ้นแต่ละตัวที่เด็กๆ เลือก จะต้องผ่านมติการเห็นชอบจากสมาชิกในกลุ่มมาแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการเลือกหุ้นของกองทุนจริงๆ ที่ผู้จัดการกองทุนต้องประชุมทีมก่อนจะซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ แนวคิดการเลือกหุ้นของเด็กม.ต้นเหล่านี้ ที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นการเลือกหุ้นเพียงเพราะความเข้าใจง่ายๆ เท่านั้น อย่างเช่น

เลือกหุ้น Disney เพราะรู้ว่ามันทำธุรกิจอะไร
เลือกหุ้น Kellogg เพราะชอบคอร์นเฟล็กของบริษัท
เลือกหุ้น McDonald's เพราะใครๆ ก็กิน
เลือกหุ้น Wal-Mart เพราะมีแต่คนซื้อของร้านนี้

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่เลือกซื้อ แต่หุ้นอีกหลายตัวก็ใช้หลักการในการเลือกหุ้นที่ไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่นัก นั่นคือหากหุ้นตัวใดที่ไม่สามารถอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจธุรกิจของมันได้ มันก็ไม่ควรลงทุน ง่ายๆ แค่นี้เอง

เมื่อการแข่งขันจบลง ปรากฎว่าผลตอบโดยเฉลี่ยของนักเรียนมัธยม เซนต์ แอ็กเนส นั้นสูงกว่าตลาดถึง 2 เท่า และสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ไปได้แบบขาดลอย



แน่นอนว่า การแข่งขันลงทุนหุ้นจำลองดังกล่าวก็ยังก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้วยกันในหมู่ผู้จัดการกองทุน เพราะอย่างไรเสีย มันก็เป็นแค่เงินทุนจำลอง และหุ้นแบบนี้ใครๆ ก็เลือกได้ จะไปเชื่อถืออะไรกับผลการลงทุนที่มาจากเด็กม.ต้น?

แต่ในความเห็นของ ปีเตอร์ ลินซ์ เขากลับมองว่า ถ้าในเมื่อหุ้นที่เด็กๆ เลือกเป็นหุ้นที่ใครก็สามารถลงทุนได้ แล้วทำไมผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ถึงไม่เลือกซื้อ แต่กลับไปซื้อหุ้นของบริษัทที่ยังอธิบายไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำธุรกิจอะไร จนต้องขาดทุนปีแล้วปีเล่า

และเขากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่การแข่งขันดังกล่าวเป็นเพียงเงินทุนจำลอง เพราะถ้าเป็นการแข่งด้วยเงินจริง เงินหลายพันล้านเหรียญคงไหลออกจากอุตสาหกรรมกองทุนรวมไปหาเด็กๆ เป็นแน่



แม้การทดลองดังกล่าวจะเป็นอะไรที่สุดโต่งไปบ้าง เพราะการลงทุนด้วยเงินจริงก็อาจมีความกดดันมากกว่าเงินจำลอง รวมถึงระยะเวลาการแข่งเพียง 2 ปี ที่อาจไม่ได้ยาวนานนักเมื่อเทียบกับการลงทุนจริงที่ต้องแข่งขันกันตลอดชีวิต

แต่จากพอร์ตหุ้นจำลองของโรงเรียน เซนต์ แอ็กเนส มันก็พอจะเป็นข้อพิสูจน์ถึงแนวคิดของคุณลินซ์ได้อยู่บ้าง ที่เชื่อว่ามันไม่มีข้อจำกัดของการลงทุนในหุ้น ไม่ว่าใครก็สามารถลงทุนและประสบความสำเร็จได้

เหมือนกับเด็กมัธยมต้นที่เลือกหุ้นแบบมือสมัครเล่น แต่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีไม่แพ้นักลงทุนมืออาชีพเลย


จากหนังสือ ตีแตกวอลสตรีท


สั่งซื้อหนังสือ
ประสบการณ์ตีแตกของบิดาแห่งหุ้น 10 เด้ง
"Beating the Street ตีแตกวอลสตรีท"



ได้ที่ https://bit.ly/2Vj0K7i

ขอบคุณภาพประกอบ
จาก latimes

 

 


สั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นเพิ่มเติมได้ที่
www.INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน