Momo Paradise กับความภักดีต่อแบรนด์ ที่ลูกค้ายังต้องออกมาปกป้อง

Last updated: 2021-03-01  | 

 

Momo Paradise กับความภักดีต่อแบรนด์ ที่ลูกค้ายังต้องออกมาปกป้อง
ความแข็งแกร่งของแบรนด์มีค่ากว่าเงินมากนัก

 
ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ประชากรไทยกว่าครึ่งประเทศน่าจะได้เห็นกระแสวิธีการกิน "ชาบู" อย่างถูกต้องจากสื่อหลายๆ แห่ง ตอนแรกผมก็แอบสงสัยว่าเกิดดราม่าอะไรขึ้นในวงการชาบูอันศักดิ์สิทธิ์ ร้านชื่อดังลดคุณภาพรึเปล่า หรือคนออกมาแบนชาบูกัน

แต่ไม่ใช่ครับ จุดเริ่มต้นของเทรนด์ชาบูที่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง เกิดจากผู้บริโภคท่านหนึ่งที่ไปรีวิวร้านชาบูในตำนานว่า ได้คะแนนความอร่อยเพียง 2/10

และร้านในตำนานนั้นก็คือ Momo Paradise



ถ้าหากเป็นร้านอื่นๆ หรือเป็นรีวิวแบบปกติทั่วไป การได้คะแนนความอร่อย 2/10 อาจไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะลิ้นแต่ละคนไม่เหมือนกัน หรือร้านนั้นอาจทำรสชาติแย่จริงๆ ก็ได้

แต่พอเป็นกรณีของ Momo Paradise ที่ผู้บริโภคคนดังกล่าวบอกว่าน้ำซุปมัน "เค็มเกินไป" กลับก่อให้เกิดกระแสตีกลับแรงพอสมควร หรือจะเรียกอีกอย่างว่า "ขบวนการปกป้อง Momo" ก็ว่าได้

สำหรับท่านที่ไม่ได้กินชาบูบ่อยนัก ปกติหนึ่งในน้ำซุปตัวชูโรงของ Momo Paradise จะเป็นซุปน้ำดำ รสชาติอาจเค็มหน่อย แต่เหมาะกับการเอาไปลวกเนื้อหรือหมูมากๆ แต่จะไม่เหมาะกับการกินเป็นน้ำซุปเพราะรสที่เค็มจัดของมัน

ดังนั้น พอผู้บริโภคคนดังกล่าวรีวิวร้านชาบูในตำนานด้วยคะแนน 2/10 ลูกค้าที่กินร้านนี้เป็นประจำจึงออกมาปกป้องกันอย่างสุดฤทธิ์เพื่อรักษาจิตวิญญาณแห่งชาบูเอาไว้ กระทั่งคนรู้จักรอบตัวผมยังออกไปกินเพื่อพิสูจน์ว่ามันต้องกินแบบไหนถึงถูกต้อง (ไม่ใช่อะไรหรอกครับ หาเรื่องออกไปกินเองมากกว่า 55+)

หากมองเผินๆ มันเป็นเหมือนลัทธิเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าคนไทยยังสามัคคีกันได้เพราะชาบูน้ำดำ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปถึงแก่นของธุรกิจ นี่คือสุดยอดแห่งความผูกขาดชั้นดี



คำว่าผูกขาด ในทางเศรษฐศาสตร์จริงๆ อาจหมายถึงธุรกิจบางอย่างที่สามารถทำธุรกิจนั้นได้เพียงคนเดียว ไม่มีใครทำแทนได้ เช่น เป็นเจ้าของทางด่วน เจ้าของแท่นขุดเจาะ หรืออะไรก็ตามที่คู่แข่งรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้

แต่ในโลกความเป็นจริง หาได้ยากมากที่จะเจอธุรกิจใดสามารถผูกขาดได้ 100% เพราะผู้บริโภคล้วนมีทางเลือกในการบริโภคสิ่งอื่นเสมอ ไม่อยากขึ้นทางด่วนเหรอ? วิ่งถนนปกติก็ได้ หรือขึ้นรถไฟฟ้าซะเลย

และวงการของชาบูก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใครก็สามารถเข้าแข่งขันได้ รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

แต่ความผูกขาด มันจะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจนั้นสร้าง "บางสิ่ง" ที่แตกต่างจากคู่แข่งได้ มันคือ "แบรนด์" นั่นเอง



นึกถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนก็นึกถึงมาม่า
นึกถึงมันฝรั่งทอด คนก็นึกถึงเลย์
นึกถึงน้ำอัดลม คนก็นึกถึงโค้ก
นึกถึงขนมปัง คนก็นึกถึงฟาร์มเฮ้าส์

สิ่งเหล่านี้อาจไม่ตรงกับคำว่าผูกขาดในโลกอุดมคตินัก แต่ถ้าเป็นชีวิตเราจริงๆ ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเราโดนเรื่องแบรนด์มาครอบงำโดยไม่รู้ตัว และธุรกิจไหนสามารถสร้างแบรนด์ให้ลูกค้ารับรู้ได้มากที่สุด ความแข็งแกร่งของแบรนด์จะกลายเป็น "ปราการชั้นดี" ที่กันคู่แข่งให้เข้ามายากขึ้น

และสิ่งนี้เองก็เกิดขึ้นกับ Momo Paradise

จำนวนร้านชาบูในประเทศไทยอาจมีสาขาผุดขึ้นพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ ซึ่งร้าน Momo Paradise เองก็ไม่ได้มีสาขาอะไรมากมายนัก ที่จริงแล้วมีไม่ถึง 20 สาขาด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าแบ่งเรทราคาร้านชาบูออกย่อยๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มราคาไม่แพงนัก กลุ่มราคากลางๆ และกลุ่มราคาพรีเมียม ร้าน Momo Paradise อาจนับได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ในกลุ่มของชาบูราคาพรีเมียมที่ลูกค้าจะนึกถึง



นอกจากนี้ ความแปลกของ Momo Paradise อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวเลือกอาหารที่ถือว่าน้อยกว่าคู่แข่งมากๆ ในเรทราคาเดียวกัน

หากใครที่ไม่เคยมาทานชาบูร้านนี้มาก่อน ให้นึกภาพตามว่า Momo Paradise น่าจะเป็นร้านชาบูที่มีวัตถุดิบให้เลือกน้อยที่สุดแล้วในราคานี้ (หากผมเข้าใจผิดต้องขออภัยด้วยครับ) ร้านชาบูอื่นๆ อาจมีอาหารให้เลือกตั้งแต่หมูไปจนกุ้งแม่น้ำ หรือกระทั่งซูชิ แต่สำหรับ Momo จะเน้นเนื้อ เนื้อ และเนื้อ มีหมูกับไก่บ้าง แต่รวมกันไม่น่าถึงสิบอย่าง

อาจเพราะความน้อยอย่างของอาหาร ที่แม้จะน้อยอย่างแต่ก็ใช้วัตถุดิบในเกรดที่ดี จึงทำให้ลูกค้าจำภาพได้อย่างชัดเจนว่า โอ้ ร้าน Momo นี่แหละคือร้านชาบูตัวจริง เพราะลูกค้าจะได้ดื่มด่ำแต่ชาบูเท่านั้นตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน



และภาพจำของผู้บริโภคนี้แหละที่ทำให้ Momo Paradise เป็นมากกว่าร้านชาบูเล็กๆ

ในปี 2562 ร้านชาบูในตำนานแห่งนี้มีรายได้กว่า 764 ล้านบาท และกำไร 50 ล้านบาท

ถามว่ามากขนาดไหน มากขนาดที่ว่าอาจสูงกว่ารายได้ของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งในตลาดหุ้นเสียอีก และจากข้อมูลย้อนหลังสามปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 60-62 ดูข้อมูลเพิ่มได้จาก https://www.marketthink.co/9729) ร้าน Momo ก็มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

เริ่มเห็นประโยชน์ที่มาจากความผูกขาดของแบรนด์แล้วหรือยังครับ?



อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าร้าน Momo จะไม่มีอุปสรรคในการทำธุรกิจเลย เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าวิกฤต COVID-19 ในปีที่ผ่านมาทำให้ลูกค้าหายไปเยอะเพราะไม่สามารถไปกินชาบูที่ร้านได้

และถึงบริษัทจะให้บริการแบบเดลิเวอรี่ แต่ความดื่มด่ำมันก็ยากที่จะสู้การไปกินในร้าน จึงไม่แปลกใจนักหากรายได้ในปี 2563 จะออกมาต่ำกว่าในปีก่อน เพราะนี่คือสิ่งที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ในช่วงที่ห้างต่างๆ กลับมาให้บริการปกติ ร้าน Momo Paradise ก็ยังเป็นหนึ่งในร้านที่มีลูกค้าต่อแถวกินกันอย่างไม่ขาดสาย และว่ากันตามตรง กลิ่นของน้ำซุปดำนี่ลอยไปทั่วทั้งชั้น เราอาจไม่เห็นป้ายร้าน ไม่ทันคิดถึงร้าน แต่ทันทีที่ได้กลิ่นปุ๊ป แทบจะห้ามใจตัวเองไม่ทัน ผูกขาดยันกลิ่น

นั่นแปลว่า ทันทีที่ข้อจำกัดต่างๆ หมดไป การเดินทางในประเทศกลับมาเป็นปกติ ลูกค้าก็พร้อมจะกลับมากินเสมอ



ที่จริงแล้ว ความผูกขาดในเรื่องของแบรนด์ไม่ได้สร้างประโยชน์แต่เฉพาะเจ้าของกิจการ แต่ถ้า Momo Paradise จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มันจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นไม่น้อย

และหนึ่งในคนที่ใช้ประโยชน์จากความผูกขาดของแบรนด์ได้ดีที่สุด ก็ไม่ใช่ใครนอกจาก วอเร็น บัฟเฟตต์ คุณลุงนักลงทุนที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก

เพราะตลอดเวลา 50-60 ปีที่เขาลงทุน บัฟเฟตต์จะค้นหาธุรกิจที่มีความผูกขาดหรือความได้เปรียบบางอย่างเหนือคู่แข่งและเข้าซื่อมันให้ได้มากที่สุด แต่ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บางครั้งบัฟเฟตต์ก็ชอบซื้อในเวลาที่ธุรกิจกำลังเจอความลำบากด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่บัฟเฟตต์สนใจจะซื้อหุ้นของ GEICO ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์อันดับต้นๆ ของสหรัฐ แต่ในช่วงเวลานั้น บริษัทกำลังสูญเสียลูกค้าอย่างหนักเพราะขยายกลุ่มลูกค้ามากเกินไปจนไม่สามารถดูแลลูกค้าได้ดีเหมือนเดิม ซ้ำร้ายยังขาดทุนเสียอีก

แต่เพราะความผูกขาดในตลาดประกันที่มีมาช้านาน ทำให้บัฟเฟตต์เชื่อว่าที่สุดแล้ว GEICO จะกลับมาอยู่ในลู่ในทางที่ควร ซึ่งเขาก็คิดไม่ผิด เพราะหลังจากที่บัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้น GEICO เมื่อช่วงปี 1980 การลงทุนนั้นก็ให้ผลตอบแทนถึง 22% ต่อปี ก่อนที่บัฟเฟตต์จะมาซื้อทั้งบริษัทในปี 1996 (จากคำบอกเล่าในหนังสือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซีอีโอ)



ทั้งผมที่ผมเล่ามานี้ ไม่ได้กำลังจะบอกว่า Momo Paradise คือร้านชาบูที่ผูกขาดเสียจนไม่มีใครจะมาโค่นล้มได้

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่ามันมีบางสิ่งที่ทำให้ร้านนี้สามารถสร้างรายได้และผลกำไรที่แข็งแกร่งไม่แพ้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มันอาจจะเป็นแบรนด์ เนื้อแสนอร่อย หรือซุปอันเข้มข้น ที่ทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์นี้ไม่น้อย ภักดีจนถึงขั้นออกมาชี้แนะวิธีการกินให้อร่อย เพื่อปกป้องชื่อเสียงของลัทธิชาบูน้ำดำเอาไว้

และแม้ว่าปีที่ผ่านมา Momo Paradise รวมถึงธุรกิจชั้นดีอื่นๆ ที่ต้องเจอความยากลำบากในปีที่แล้ว แต่มันก็เหมือนกับ GEICO ที่สุดท้ายความผูกขาดของแบรนด์ก็ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ในระยะยาว

ความแข็งแกร่งของแบรนด์อาจมีค่ามากกว่าเงินมากมายนัก

ปล. ใครจะเซฟชาบูน้ำดำก็เซฟไป ผมไม่เอาด้วย ไม่ใช่อะไรครับ เงินหมด กินได้แต่จิ้มจุ่ม

ปล2. ขอบคุณรูปภาพจากทางเพจ Mo-Mo-Paradise (Thailand)

เนื้อหาส่วนหนึ่ง จากหนังสือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซีอีโอ


สั่งซื้อหนังสือ ผ่าประสบการณ์ของซีอีโอที่ทำงานกับบัฟเฟตต์มาตลอดทั้งชีวิต


"วอเร็น บัฟเฟตต์ ซีอีโอ"
ได้ที่ https://bit.ly/2HAN0Ag



สั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นเพิ่มเติมได้ที่
www.INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้