เบื้องหลังชายผู้ยิ่งใหญ่ ล้วนมีภรรยาที่ดีอยู่เบื้องหลัง

Last updated: 2021-03-01  | 


"เบื้องหลังชายผู้ยิ่งใหญ่ ล้วนมีภรรยาที่ดีอยู่เบื้องหลัง"
ทำไมความรักที่ดีจึงก่อให้เกิดความสำเร็จ


"ถ้าสมมติคุณจบการสัมภาษณ์นี้ แล้วเดินออกไปที่ถนนแล้วโดนรถบัสชนตาย อะไรคือสิ่งที่คุณรู้สึกเสียใจที่สุดที่ไม่ได้ทำก่อนตายครับ?"

"ขอบคุณเมลินดา"

นี่คือบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งในสารคดี Inside Bill's Brain ของ Netflix ที่พูดถึงประวัติชีวิตของ บิล เกตส์ ในมุมที่ค่อนข้างแปลก

เพราะในสารคดีชุดนี้ไม่ได้พูดถึงความร่ำรวยของเกตส์เสียเท่าไหร่ แต่กลับพูดถึงประเด็นแปลกๆ อย่างเช่น โครงการระบบกำจัดของเสีย โครงการวัคซีนโปลิโอ โครงการพลังงานนิวเคลียร์ ฯลฯ และที่น่าสนใจคือ แทบตลอดทั้งสารคดีนี้ เกตส์จะพูดถึงภรรยาของเขาอยู่เสมอ นั่นคือ เมลินดา เกตส์

และประโยคสนทนาข้างต้น ก็นับเป็นจุดที่จับใจผมมากที่สุดในสารคดีนี้

เพราะดูเหมือนว่า เบื้องหลังความสำเร็จของชายผู้ยิ่งใหญ่หลายคน (รวมถึงผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่หลายคน) ส่วนหนึ่งมาจาก "คู่ครองที่ดี" อย่างไม่อาจปฏิเสธได้



ในกรณีของ บิล เกตส์ เขาเล่าเรื่องราวผ่านสารคดีนี้ว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่ทะเยอทะยานคนหนึ่ง บ้าโปรแกรม บ้าธุรกิจ ทำงานและทำเงินตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนที่เขามีครอบครัวแล้ว

นั่นไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะการที่เกตส์ที่ในสิ่งที่ตัวเองรักก็สร้างผลกระทบที่ดีให้กับโลกใบนี้ รวมถึงการทำเงินได้นับพันๆ ล้านเหรียญก็ถือว่าเป็นเรื่องดีหากใช้มาตรวัดตามมาตรฐานของทุนนิยม

แต่จุดเปลี่ยนของเกตส์เกิดขึ้นตอนที่ภรรยาของเขาเริ่มรู้สึกว่า บ้านหลังใหญ่ที่อาศัยอยู่กับลูกมันช่างว่างเปล่าเหมือนไม่ใช่บ้านของตัวเอง เพราะไม่มีสามีอยู่ด้วย นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้เกตส์เริ่มพาภรรยาของเขาเข้ามามีบทบาทในหน้าที่การงานมากขึ้น

คุณเกตส์อาจเป็นอัจฉริยะด้านการทำธุรกิจและสร้างสินค้าให้ยอดเยี่ยม แต่ภรรยาของเขา คือคนที่คอยบอกเสมอว่าสิ่งที่เขาทำมันเหมาะสมกับผู้คนไหม ผู้คนจะรู้สึกยังไงถ้าเขาทำแผนธุรกิจในลักษณะนี้ หรือคนในทีมจะรู้สึกยังไงถ้าเขาใช้วิธีการทำงานแบบนี้

จะเรียกว่า ภรรยาของเกตส์ทำให้เขามีความเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจก็ไม่ผิด



และจุดเปลี่ยนก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อทั้งตัว บิล เกตส์ และ เมลินดา เกตส์ ได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับโรคท้องร่วงที่คร่าชีวิตคนนับล้านในแต่ละปี

มันดูเป็นบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไร แต่เรื่องนี้สะกิดใจทั้งคู่อย่างแรง เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศ ใครที่เป็นโรคท้องร่วงก็เพียงแค่ไปหาหมอและกินยานิดหน่อยก็หายได้สบายๆ

แต่ไม่ใช่กับประเทศที่ยังไม่เจริญ อย่าว่าแต่หายามากินเลยครับ แค่หาน้ำสะอาดกินยังหาไม่ได้ น้ำกินกับน้ำที่ปล่อยของเสียจากห้องน้ำแทบจะเป็นแหล่งเดียวกันด้วยซ้ำ

ตอนนั้นเองที่ภรรยาของเกตส์เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า มันจะมีประโยชน์อะไรที่เราทำเงินมากมายเพื่อพัฒนาชีวิตของคนในประเทศโลกที่หนึ่ง แต่กลับปล่อยให้คนในประเทศโลกที่สามต้องตายในโรคที่ประเทศส่วนใหญ่มีทางรักษาได้แบบง่ายๆ เราหลับตาลงทั้งๆ ที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?

นั่นคือจุดที่ภรรยาของเขา โน้มน้าวให้ บิล เกตส์ ก่อตั้งกองทุน Bill & Melinda Gates กองทุนการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวคือเพื่อทำให้ประขากรทุกคนบนโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งแต่เรื่องระบบน้ำดื่มที่สะอาด ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไปจากโลก

และ บิล เกตส์ ก็ยอมรับว่าภรรยาของเขานี่แหละที่ทำให้ทั้งหมดนี้เดินหน้าต่อไปได้



อีกตัวอย่างที่ผมชอบไม่แพ้กัน คือเรื่องราวชีวิตคู่ของ วอเร็น บัฟเฟตต์ เพื่อนต่างวัยของ บิล เกตส์

เราอาจรับรู้ชีวิตของเกตส์ในฐานะของสุดยอดนักลงทุนที่ปราดเปรื่องที่สุดในโลก แต่ถ้าใครเคยดูสารคดี Becoming Warren Buffett จะรู้ว่าเรื่องอื่นๆ เขาก็เหมือนคนทั่วไป หรืออาจแย่กว่าคนทั่วไปนิดหน่อย เพราะบัฟเฟตต์สนใจแต่เรื่องการลงทุน หายใจเข้าออกเป็นเรื่องการลงทุนล้วนๆ

และคนที่มาคอยช่วยจัดการชีวิตบัฟเฟตต์ให้เป็นระเบียบมากขึ้น ก็คือ "ซูซาน บัฟเฟตต์" หรือ "ซูซี่" ภรรยาคนแรกของเขา

ด้วยความที่บัฟเฟตต์สนใจแต่เรื่องการลงทุน ภรรยาของเขาจึงรับหน้าที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบ้านแทนเขาทั้งหมด รวมถึงการเลี้ยงลูกๆ ทั้งสามคนให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เพื่อที่บัฟเฟตต์จะได้มีเวลากับการลงทุนได้อย่างเต็มที่

แม้กระทั่งตอนที่บัฟเฟตต์และภรรยาของเขาตัดสินใจว่าจะแยกทางกัน เพราะบัฟเฟตต์สนใจแต่เรื่องหุ้น ในขณะที่คุณซูซานให้ความสำคัญกับการกุศลมากกว่า ซูซานถึงขั้นพาเพื่อนของเธอเพื่อให้มาเป็นภรรยาคนใหม่ของบัฟเฟตต์ เพราะเธอรู้ว่า บัฟเฟตต์ไม่มีทางใช้ชีวิตต่อไปได้แน่หากไม่มีคนมาคอยดูแลตัวเขาในเรื่องอื่นๆ ที่อยู่นอกตลาดหุ้น



เมื่อถึงปี 2004 ซูซาน บัฟเฟตต์ ก็เสียชีวิตลงเพราะโรคมะเร็ง

นับจากนั้นมา วอเร็น บัฟเฟตต์ จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการกุศลอย่างจริงจังเหมือนที่ภรรยาของเขาได้ทำเมื่อครั้งที่มีชีวิตอยู่ และบัฟเฟตต์ได้กลายเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้กับกองทุน Bill & Melinda Gates พร้อมทั้งประกาศว่าจะบริจาคเงินทั้งหมดให้กับการกุศลเมื่อเขาเสียชีวิตลง รวมถึงสนับสนุนงานด้านการกุศลอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ทุกวันนี้ บัฟเฟตต์ยังเสียใจทุกครั้งเมื่อต้องพูดถึงภรรยาคนแรกของเขา เขาถึงขั้นบอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งอย่างที่มีในวันนี้ถ้าไม่มีซูซี่



ถ้าว่ากันตามสถิติ ตัวอย่างของ บิล เกตส์ และ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมยกมานี้อาจเป็นกรณีสุดโต่งไปเสียหน่อย และเป็นเพียงแค่เรื่องราวของคู่รัก 2 คู่ท่ามกลางคู่รักนับพันล้านคู่ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ มันอาจบอกอะไรไม่ได้นักว่าการมีคู่ชีวิตที่ดีจะนำมาซึ่งความสำเร็จ

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก ว่าการมีคู่ชีวิตที่ดี ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คู่รัก แต่คือ "หุ้นส่วนชีวิต" ที่ให้คำปรึกษาและช่วยให้ชีวิตของกันและกันดีขึ้น มีความสำเร็จไปพร้อมกับความสุขและความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์มากขึ้น นับเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์ไม่น้อยเมื่อเทียบกับการประสบความสำเร็จแทบตาย แต่กลับทำได้เพียงยืนชมความสำเร็จนั้นอย่างโดดเดี่ยว

เพราะคู่ชีวิตที่ดี คือคนที่กล้าจะนำเสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไปเพื่อทำให้คู่ของตัวเองไปสู่จุดที่ดีกว่า เหมือนอย่างที่คุณเมลินดาและคุณซูซี่ได้ทำกับสามีของเธอ ทำให้ทั้ง บิล เกตส์ และ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำในสิ่งที่ตัวเองรักได้ดียิ่งขึ้น และทำให้เขาทั้งคู่รู้ว่าโลกนี้มีอะไรมากกว่าความสำเร็จในแง่ของชื่อเสียงและเงินตรา แต่มันคือความสำเร็จที่มาพร้อมความสุขที่ได้ทำสิ่งที่มีคุณค่า

เพราะความรักที่ดีสามารถสร้างความสำเร็จได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของเงินและชื่อเสียง มันคือความสำเร็จที่มาพร้อมกับความสุข ที่ทั้งเราและคู่ชีวิตได้สร้างร่วมกันนั่นเอง

ขอบคุณภาพจากทาง sputniknews

สั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นเพิ่มเติมได้ที่
www.INVESTING.in.th
ร้านหนังสือของนักลงทุน

 


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้